เมื่อเราเข้าไปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในอุทยานต่างๆ สภาพต้นไม้สูงใหญ่ มีเถาวัลย์ หรือ ไม้เลื้อย หรือกาฝาก พันเกี่ยวขึ้นไปดูสวยงามตามธรรมชาติ ด้านล่างของต้นไม้จะมีไม้คลุมดินน้อยใหญ่ สมุนไพรนานาชนิดขึ้นปกคลุมทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ถ้าเป็นสภาพดินชื้นแฉะ มักจะพบมอส ไลเคน และเฟิร์นขึ้นปกคลุม อาศัยพึ่งพากันและกัน ในสภาพธรรมชาติที่สวยงามรวมทั้งสูดอากาศบริสุทธิ์ได้เต็มปอด
นึกถึงสภาพนี้แล้ว คณะผู้เขียนได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีทั้งการปลูกผักพื้นบ้านปลอดสารพิษและสวนผลไม้ปลอดสารพิษ เช่นกัน ด้วยการอำนวยความสะดวกในฐานะเจ้าของพื้นที่ คุณธนพร จันทวาท นักวิชาการ ส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ได้นำคณะของเราเข้าไปเก็บข้อมูลและบันทึกภาพอันประทับใจมาฝากผู้อ่านทุกท่าน จึงขอขอบคุณมา ณ ที่นี้
หมู่บ้านที่เอ่ยถึงนี้ คือ หมู่บ้านทุ่งกระโปรง หมู่ 12 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา บ้านหลังแรกที่เราได้สัมผัสนั้น คือ บ้านของลุงบิ้ว เกตุแก้ว (โทร. 08 9090 9260) สภาพความร่มรื่นบรรยากาศดีมาก รวมทั้งเกษตรกรก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้ม อันบ่งบอกว่ามีความสุขมากในความเป็นอยู่ปัจจุบัน ผักที่ปลูกเป็นผักพื้นบ้าน เช่น เสม็ด, ชะมวง, ชะอม, มันปู, แต้ว, มะกอก รวมทั้งกระเพา, โหระพา, ข่า, ตะไคร้ ซึ่งเก็บขายได้ทุกวันไม่มีการใช้สารเคมี ในการกำจัดโรค-แมลง ศัตรู มีการให้น้ำแบบ มินิสปริงเกอร์ ให้น้ำโดยดูสภาพอากาศ ปกติให้วันละครั้ง เพราะต้องเก็บผลผลิตทุกวัน ถ้าฝนตกก็เว้นช่วงให้น้ำได้หลายวัน การปลูกผักพื้นบ้านให้ปุ๋ยคอกอัดเม็ดเป็นหลัก รวมทั้งใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำซึ่งมีสารป้องกันและขับไล่แมลงศัตรูผักด้วย ปลูกผักพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ ร่วมกับไม้ผล เช่น มะม่วง, มะปราง, มะยงชิด และกระท้อน
เราเข้าเยี่ยมบ้านหลังนี้ ด้วยความอิ่มเอมใจที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มๆปอด และรู้สึกมีความสุขร่วมไปกับเกษตรกร
บ้านที่สองนั้นคือ บ้านของคุณจิราภรณ์ เอกฉัตร หรือสวนเอกฉัตร (โทร. 08 1003 4039) เป็นสวนกระท้อนปลอดภัยจากสารพิษ ปลูกกระท้อน 18 ต้น และเมื่อส่งผลกระท้อนเข้าประกวด ในงานประจำอำเภอ และจังหวัด จะได้รับรางวัลเสมอ เป็นเครื่องรับประกันในคุณภาพ และยังได้ใบรับรอง GAP จากรมวิชาการเกษตรอีกด้วย การดูและรักษาต้น กระท้อน นั้น คุณจิราภรณ์ อธิบายให้ฟังว่า ประมาณช่วงเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงกระท้อนออกดอก และจะแทงช่อ ขนาดผลเท่าหัวไม้ขีดไฟในเดือนมกราคม ดูแลให้น้ำเพื่อไม่ให้ช่อร่วง และเมื่อผลโตเท่านิ้วก้อย คือประมาณเดือนมีนาคม–เมษายน จะทำการห่อผลกระท้อน จะบำรุงดูแลโดยใช้ปุ๋ยคอกแห้งหรือปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด โรยรอบทรงพุ่ม แต่ไม่ต้องขุดดินรอบทรงพุ่ม เพราะรากกระท้อนจะแผ่ขยายอยู่ตื้นๆในระดับผิวดิน จึงไม่มีการขุดพรวนดิน และเมื่อเข้าเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เป็นช่วงเก็บผลกระท้อนขาย ซึ่งจะมีพันธุ์ทับทิม, นิ่มนวล, ขันทอง(พันธุ์เบา ลูกเล็กแต่รสหวาน), อีล่า และปุยฝ้าย เป็นพันธุ์ขายได้ราคาดี หลังเก็บผลแล้วก็ตัดแต่งกิ่งที่ไม่ต้องการออกไป บำรุง ดูแล รักษาต้น เพื่อให้เตรียมพร้อมในการให้ผลผลิตในฤดูกาลข้างหน้าต่อไป เกษตรกรอธิบายให้คณะของเราฟังด้วยความสุขเต็มห้องใจ เพราะขายผลผลิตได้ราคาดี
บ้านต่อมา คือ บ้านของ คุณสังเวียน อ่างแก้ว (โทร. 08-9911-5146) อายุ 58 ปี แต่ใบหน้านั้น หนุ่มมาก เพราะมีความสุขกับการเกษตรแบบปลอดภัยสารพิษ บรรยากาศเป็นแบบเดินเที่ยวในวนอุทยาน คือ ปลูกผักกูด ซึ่งเป็นเฟิร์นกินได้คลุมใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีทั้งไม้กินได้และไม้ใช้สอย ในสภาพแดดร่มรำไร การปลูกผักกูดจึงเจริญงอกงามดีมาก ใช้การให้น้ำแบบมินิสปริงเกอร์ช่วยเพิ่มความชื้นในดิน เมื่อจะขยายพันธุ์ ก็แยกหน่อเล็กๆ ไปปักชำในพื้นดินที่ชื้นแฉะ แดดร่มรำไร ผักกูดก็งอกงามได้ดี ซึ่งเป็นผักต้นทุนต่ำ ปลูกง่าย ไม่ฉีดสารกำจัดโรค-แมลงใดๆทั้งสิ้น เกษตรกรทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ใช้วัตถุดิบจากเศษปลา หรือเรียกว่า “ฮอร์โมนปลา” (เกษตรกรเรียกเอง) ฉีดพ่นสลับกับการให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 (สูตรเสมอไม่ได้ใช้สูตรแอมโมเนียมซัลเฟต) ปลูกผักกูด 2 ไร่ ใช้แรงงาน 2 คน คือ สามีกับภรรยาเท่านั้น เก็บยอดผักกูดในตอนเช้ามืด นำมาล้างให้สะอาด ใช้กาบกล้วยหุ้มปลายไว้ ขายกำละ 4 บาท วันหนึ่งๆจะเก็บผักกูดขายได้ 50 - 60 กำ มีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน เป็นการปลูกผักกูดแซมในสวนกล้วยไข่, กล้วยหอม, มะพร้าว, ชะมวง, มะม่วง และไผ่
คณะของเราได้มอบของที่ระลึก ไว้เนื่องในโอกาสมาเยี่ยมชมที่นี่ และได้ข้อมูลความรู้มากมาย คุณสังเวียนจึงมอบผักกูดให้คณะของเรานำกลับมาปรุงอาหารเย็นที่บ้าน หลังจากกลับจากราชการในวันนั้น
"รอยยิ้มเพราะสุขใจวันนี้ ขอให้มีเรื่อยเรื่อยไปในวันหน้า ธรรมชาติคืนกลับไปสู่ สวน-ไร่-นา สีเขียวคลุมโลกหล้าใต้ฟ้าคราม"
รายงานโดย เกตุอร ทองเครือ กรมส่งเสริมการเกษตร
