“ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกรคือความยั่งยืนของสังคมทั้งหมด”
Norman Uphoff ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร มหาวิทยาลัยคอร์แนล
สิ่งที่นอร์มัน อัพฮอฟประกาศถือเป็นหลักสำคัญ เราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องจับหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ได้ว่าความยั่งยืนของสังคมทั้งหมดอยู่ที่ความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร เพราะว่าเรื่องเกษตรกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและมีความเป็นไปได้มากที่จะทำให้สัมมาชีพสามารถเกิดเต็มพื้นที่ เป็นบ่อเกิดของความร่มเย็นเป็นสุข สัมมาอาชีพหมายถึงอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม
ความยั่งยืนของสังคม: คนจำนวนมาก...สัมมาชีพเต็มพื้นที่, ความมั่นคงทางอาหาร, ความมั่นคงสิ่งแวดล้อม ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่าบ้านเมืองเกิดโจรผู้ร้าย ต้องส่งเสริมอาชีพ ในสมัยโบราณมีสามอาชีพคือ เกษตรกรรม พานิชกรรม และรับราชการ
ในสังคมร่วมสมัยเราก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน ย้อนหลังไป 40-50 ปี ที่ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เต็มไปด้วยยาเสพติดและการพนัน พระสอนเท่าไรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาไปได้ การสอนธรรมะอย่างเดียวไม่พอ แต่มีพระรูปหนึ่งคือพระครูสังวรณ์วรกิจ ซึ่งเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ โดยสอนให้คนทำน้ำตาลมะพร้าวขาย มีรายได้สองร้อยถึงสี่ร้อยบาทต่อคน ปรากฏว่าความชั่วหายไปหมด ทั้งการลักขโมย ยาเสพติด และการพนัน นี่คือหลักการมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่เป็นบ่อเกิดของศีลธรรมความดีงามทั้งหลาย
การทำอาชีพเกษตรกรสามารถนำไปสู่สัมมาชีพเต็มพื้นที่ได้ ไม่ใช่อุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมนั้นล่มสลายได้ง่าย ดูอย่างเมืองดีทรอยท์ ขณะนี้คนว่างงาน เกิดปัญหาคนไม่มีงานทำ เพราะอุตสาหกรรมไม่ได้มุ่งเน้นที่ชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง แต่มุ่งเน้นที่การทำเงิน อเมริกามีที่ดินทั้งทวีปแต่ก็พบกับความลำบาก จริงๆแล้วถ้าจับคนเอเมริกันไปทำเกษตรยังชีพเต็มแผ่นดินก็จะมีสัมมาชีพเต็มพื้นที่ เพราะฉะนั้นเรื่องเกษตรกรรมก็เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก
ความมั่นคงด้านอาหาร
ถือเป็นจุดแข็งของเรา ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารเหลือกินไม่ว่าโลกจะวิกฤตอย่างไรก็แล้วแต่ประเทศไทยก็อยู่ได้ ในทางกลับกัน มีเงินแต่ไม่มีอาหารให้ซื้อ จะเอาอะไรกิน
ลองยกตัวอย่างขณะนี้ สมมติเรายกเลิกระบบเงินตราทั้งหมด คนที่รวยที่สุดคือเกษตรกร มีข้าวกิน มีผักกิน มีปลากิน มีไข่กิน แต่เงินกินไม่ได้ เงินเป็นของสมมติ อย่างที่ ม.จ.สิทธิพร กฤษดากรกล่าวไว้ “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” เงินทองเป็นสิ่งสมมติขึ้น แต่สมมติอย่างไม่ยุติธรรม ทำให้คนรวยกลับจน คนจนกลับรวย แต่ก็เพราะว่าเป็นสิ่งสมมติ ก็สามารถแก้ไขได้ให้เกิดความเป็นธรรมได้ เราต้องยึดความมั่นคงด้านอาหารเป็นสิ่งสำคัญ
ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
เรามีเกษตรที่เรียกว่าวนเกษตรบ้าง เกษตรผสมผสานบ้าง เกษตรยั่งยืนบ้าง พร้อมๆกับการไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เป็นเรื่องของดุลยภาพเกิดขึ้นได้ มีคนลองทำกันแล้ว ทั้งเกษตรยั่งยืน วนเกษตร ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมนั้น ย้อนหลังไปเมื่อสามสิบปีที่แล้วปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว ก็ขาดทุน แต่ขณะนี้เปลี่ยนมาทำวนเกษตร มีต้นไม้กว่าหกร้อยชนิด
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก คือสามารถสร้างสัมมาชีพได้เต็มพื้นที่ มีความมั่นคงด้านอาหาร มีความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดรวมกันแล้วคือความยั่งยืน เป็นความยั่งยืนของสังคมเกษตรกร
สำหรับคนที่พูดต่างไปจากนี้มาก และบอกว่าเกษตรกรรมมีความสำคัญน้อยลงๆ เพราะไปยึดถือรายได้จากการส่งออกว่ามาจากเกษตรกรน้อยลง อย่างนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จะไปมองแต่ตัวเงินไม่ได้ ต้องมองทั้งหมด ต้องมองที่คนจำนวนมาก มองที่ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
ประเทศไนจีเรีย เคยทำเกษตรกรรม แต่ต่อมาภายหลังค้นพบน้ำมัน คนก็เฮโลไปทำน้ำมันจนเลิกทำเกษตรจนกระทั่งต้องนำเข้าอาหารมากิน อาหารแพงมาก ต่อมาน้ำมันราคาลดลงมาก ส่งผลให้ไนจีเรียเกิดการจลาจลเพราะราคาอาหาร นี่คือตัวอย่างว่าเราต้องดูความมั่นคงเรื่องอาชีพต่างๆ
คุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เกษตรยั่งยืน
การพัฒนาที่ผ่านมาเป็นการพัฒนาอย่างแยกส่วน ร่างกายของเราที่เป็นปกติดี เพราะพัฒนาอย่างสมดุล ถ้ายังพัฒนาอย่างแยกส่วนโดยไม่คำนึงถึงทั้งหมดนั่นคือเป็นมะเร็ง การพัฒนาเศรษฐกิจคือการเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ว่าอะไรตามที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ การพัฒนานั้นถ้าเอาเงินเป็นตัวตั้งไม่ได้เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง เหมือนการศึกษาที่ผิดพลาด เพราะตัวแนวคิดผิด เอาวิชาเป็นตัวตั้ง เด็กที่เรียนยังไม่อยากคุยกับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราต้องเอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้ง อะไรที่ไม่เอาชีวิตและการอยู่ร่วมกันเป็นตัวตั้งจะพลาดเสมอ แม้แต่ธรรมะ ถ้าเอาธรรมะเป็นตัวตั้งนั่นก็คือพลาด
คุณภาพชีวิตเกษตรกรจะอยู่รอดต้องพัฒนาแบบบูรณาการ เอากรมเป็นตัวตั้งไม่ได้ เพราะเป็นการแยกส่วน และการพัฒนาประเทศที่แล้วมาเราก็เอากรมเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นการพัฒนาที่จะมีบูรณาการได้ต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตัวชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งจึงเป็นหลัก เราพลาดมาตลอดที่พัฒนามา 17-18 ปี
ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างจากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐานและฐานของสังคมก็คือชุมชนท้องถิ่น แต่เราเอาจากยอดลงข้างล่าง ก็ไม่สำเร็จ ช่องว่างก็ห่างมากขึ้นเกิดปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการศึกษาเราก็เอาจากข้างบนลงล่าง เกือบไม่มีมหาวิทยาลัยอะไรเลยที่ไปดูแลชุมชนท้องถิ่น
เรื่องการเมืองก็เช่นเดียวกัน ไม่มีประชาธิปไตยใดสำเร็จโดยการปราศจากประชาธิปไตยท้องถิ่น (Local Democracy) ตัวอย่างประเทศอเมริกานั้น เป็นแนวคิดประชาธิปไตยท้องถิ่นจริงๆ และเป็นที่มาของชื่อ United States of America พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงลิขิตคำว่า Local Democracy ไว้เช่นกัน
ชุมชนท้องถิ่นนั้นเป็นประชาธิปไตยโดยตรง บ้านหนองกลางดง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยทั้งหมู่บ้าน เป็นประชาธิปไตยทางตรง ประชาชนทั้งหมู่บ้านในสภาประชาชนช่วยกันตัดสินใจ กลายเป็นแผนชุมชนของคนทั้งหมู่บ้านแล้วช่วยกันขับเคลื่อน และเมื่อเขาร่วมกันขับเคลื่อนแล้วทุกอย่างก็ดีขึ้นหมด ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา ประชาธิปไตย
ตัวชุมชนคือภาคประชาชน องค์กรท้องถิ่นคือภาครัฐ องค์กรท้องถิ่นต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน นี่คือหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิตเกษตรกร เราเรียนรู้และทดลองกันมา 20-30 ปีเรารู้แล้วว่าวิถีชีวิตแบบใดจึงจะสมดุล การวิจัยที่สำคัญคือการวิจัยโดยชาวบ้านเป็นการวิจัยโดยวิถีชีวิตว่าแบบใดจึงจะสมดุล สภาวิจัยอาจจะไม่เรียกว่าเป็นการวิจัยแต่ผมเรียกว่านี่คือการวิจัยที่ใหญ่ที่สุดโดยชาวบ้าน เราได้ผ่านการวิจัย ผ่านการทดลอง ถึงเวลาแล้วที่จะขยายไปทั่วประเทศทั้งเจ็ดหมื่นหกพันหมู่บ้าน
และถ้าทุกอย่างหนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง มหาวิทยาลัยควรต้องไปหนุนชุมชนด้วย รัฐบาลควรต้องมีนโยบาย หนึ่งมหาวิทยาลัยต่อหนึ่งจังหวัด ขณะนี้มหาวิทยาลัยรังสิตประกาศแล้วว่าเขาจะทำงานกับจังหวัดปทุมธานี เป็นไปได้ไหมที่มหาวิทยาลัยจะหนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นทั้งหมด ให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการทั้งจังหวัด สร้างจังหวัดน่าอยู่ ขณะที่แต่ละจังหวัดควรจะประกาศตัวว่าทุกจังหวัดทำได้ เพราะตอนนี้เรามีโครงสร้าง มีบุคคล มีแนวคิด มีทฤษฎี มีองค์กรที่จะหนุนด้วย ผมคิดว่าถ้าเราร่วมกันทำภายในสิบปีก็น่าจะได้เห็นหน้าเห็นหลัง
เราต้องไม่พลาดเรื่องเกษตรที่เป็นหลักของประเทศคือเกษตรยั่งยืน ที่ชาวบ้านทุกชุมชนจะต้องทำเพื่อบริโภคเอง ฝรั่งเรียกว่า Production for Consumption ถ้าผลิตกินเองก็จะลดปัญหาอื่นลงไป เกษตรยั่งยืนต้องเน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองเหลือก็ให้กับขาย และเวลาที่เราทำอย่างนี้ ก็เห็นผลเลยว่าหนี้สินพ้นไป สอง มีเงินออมเพิ่มขึ้น สาม กินอิ่มเหลือเผื่อ สี่ สุขภาพดีขึ้นทุกๆทาง ห้า สังคมดีขึ้นเพราะกินอิ่ม หลุดหนี้ ใจเย็น และวิถีชีวิตที่ลดความรุนแรงลดลง นี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับโลกและวิถีชีวิตนี้ชัดเจน ว่าการปรับตัวมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนแล้วความรุนแรงลดลง และสุดท้าย ประการที่หก ต้นไม้เพิ่มขึ้นเพราะทำเกษตรผสมผสาน ถ้าทุกอำเภอตั้งเป้าหมายให้ต้นไม้เพิ่มขึ้นห้าล้านต้น ตัดมาทำประโยชน์สักหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แล้วต้นหนึ่งทำปะโยชน์ได้อย่างน้อยหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท มีกำไรกว่าห้าล้านต่อปี เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าลงทุนที่สุด กำไรมากกว่าฝากธนาคารเยอะ เพราะขณะนี้ฝากธนาคารไม่มีดอกเบี้ย และอำนาจอยู่ที่ผู้ปลูกต้นไม้ ถ้าราคาไม่ดีไม่ขาย ถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะเกิดความมั่นคงทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม การศึกษา ประชาธิปไตย
ครูบาสุทธินันท์ เคยกล่าวว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยวยิ่งแก่ ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งป่วย และตัวตาย แต่ถ้าทำต้นไม้ วนเกษตรและปลูกต้นไม่เยอะๆ ยิ่งแก่ยิ่งสบายเป็นบำนาญ สามารถผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ เงินไม่มีก็ขายสักต้นละสองหมื่นสามหมื่นก็ได้ แล้วก็ยังสามารถกรองคาร์บอนได้ด้วย
ยุทธศาสตร์คือชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ส่วนเกษตรขนาดใหญ่จะส่งออกหรืออะไรก็ต้องทำโดยคำนวนดูว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นพิษกับประชาชน นักเศรษฐศาสตร์อาจจะคำนวณดูได้
ปัจจัย คือเมล็ดพันธุ์และที่ดิน เรามีที่ดิน 321 ล้านไร่ ต้องทำวิจัยว่าทำอย่างไรให้ที่หนึ่งไร่พอสำหรับครอบครัว รวมถึงรัฐบาลและสังคมต้องทำร่วมกันทั้งหมด ต้องจัดที่ดินให้คนไทยไปทำกินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และทำสัมมาชีพ อาชีพหลักคือเกษตรยั่งยืน ส่วนจะไปทำอะไรอย่างอื่น เช่น ค้าขายอะไรก็บวกเข้าไป มีพยาบาลที่ขอนแก่นรายหนึ่ง ทำสวนเกษตรยั่งยืนไปด้วย เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกดเอทีเอ็มเลย และใช้เวลาในการดูแลสวนน้อยมากใช้เวลาวันละชั่วโมงสองชั่วโมง
คุณโจน จันได ผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านดินเคยมาคุยให้ฟังว่า “ชีวิตง่ายๆ ทำให้ยากทำไม” เขาใช้เวลาทำเกษตรแค่ครึ่งชั่วโมง เวลาที่เหลือก็สามารถไปเล่นดนตรี ทำอะไรต่ออะไรได้
ประเทศมาดาร์กัสการ์ ค้นพบการปลูกข้าว ทิ่ดินหนึ่งเอเคอร์ผลิตข้าวได้ 19 ตัน ภูมิปัญญานี้ได้ส่งต่อไปยังศรีลังกา กัมพูชาโดยอธิบายว่าการปลูกข้าวแบบนี้ใช้เมล็ดพันธุ์น้อย ใช้น้ำก็น้อย ไม่ใช้ปุ๋ยเลย ข้าวต้นใหญ่รากใหญ่ เรื่องแบบนี้เราต้องรวบรวมทางวิชาการ บางครั้งนักวิชาการไม่เชื่อเราก็ต้องลองไปศึกษาดู เพราฉะนั้นต้องมีการทำงานวิชาการพื้นฐานที่ดีและรวบรวมสิ่งดีๆ มา
เกษตรกรต้องสามารถรวมตัวมีองค์กรของตัวเอง มีธนาคารของตัวเอง มีความเข้มแข็งรวมตัวสามารถต่อรองนโยบายได้ และต้องมีคณะทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อสังเคราะห์นโยบายมาปฏิบัติ พวกนักวิชาการบางทีคิดๆเอาเองก็ไม่รู้ และส่วนใหญ่ไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย ได้แต่สอนไปวันๆหนึ่ง ปล่อยให้เรื่องของนโยบายเป็นเรื่องของคนบางส่วนที่ความรู้น้อยและผลประโยชน์ส่วนตัวมาก ทำให้ประเทศเสียหายเพราะมหาวิทยาลัยไม่ทำงานเชิงนโยบายเลย
ผู้ปฏิบัติจะรู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ แล้วอะไรมาส่งเสริมแล้วจะดีขึ้น ทำอย่างไรเขาจะมีข้อมูลข่าวสาร มีความความรู้ซึ่งควรจะมี คนมาทำงานกับเกษตรกรแล้วสังเคราะห์ประเด็นนโยบายมาสู่การปฏิบัติและสังเคราะห์ไปสู่ระดับชาติ นี่ก็คือประชาธิปไตยแล้ว ประชาธิปไตยคือการสามารถโยงฐานคิดเชิงนโยบายจากฐานรากไปสู่ระดับชาติ ถ้าถามว่าประชาธิปไตยได้ผลจริงก็อยู่ที่ตรงนี้ คือการโยงนโยบายจากฐานรากไปสู้นโยบายระดับชาติเพื่อประโยชน์ของคนข้างล่าง
องค์กรสนับสนุนไตรภาคี: รัฐ วิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน
ภาคีทั้งหมดต้องเข้ามาช่วยกัน ทั้งหมดนี้พูดง่ายแต่เวลาปฏิบัติยาก โดยเฉพาะเวลาที่ธุรกิจขนาดใหญ่มุ่งกำไรอยากจะขายปุ๋ย ขายยาฆ่าแมลง เขาก็จะต่อต้านบอกว่าเขาทำได้ทุกอย่าง และเงินขนาดใหญ่จะไปล็อบบี้ ดูตัวอย่างที่อเมริกาที่โอบามากำลังปวดหัวมากเพราะเงินขนาดใหญ่จะไปมีอิทธิพลทางการเมือง จะเกิดแรงเสียดทาน องค์กรสนับสนุนและชุมชนจึงต้องรวมตัวกัน
และถ้าเป็นไปได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงเกษตรกร หรือกระทรวงเพื่อเกษตรกรดีหรือไม่ เพราะเดิมนั้นกระทรวงมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้า (Product) มุ่งเน้นการขาย ไม่ได้มุ่งเน้นให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น การเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรฯ เป็นการเน้นประเด็นว่าเราต้องปรับแนวคิด กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องช่วยดูตรงนี้ เรื่องสหกรณ์เรามีมานาน จนกระทั่งมีบรรดาศักดิ์ เช่นหลวงเดชสหกรณ์ แต่ว่าเรื่องสหกรณ์ของเราไม่ไปถึงไหน การรวมตัวของสหกรณ์จะทำให้เกิดความเข้มแข็งในการต่อรองทุกด้าน เท่าที่ผมสัมผัสว่ามันไม่เดินเพราะเขาไปเน้นเรื่องกฎหมาย แต่องค์กรที่รวมตัวเขาเน้นเรื่องใจเป็นตัวตั้ง จะปรับอย่างไรให้เรื่องสหกรณ์เข้มแข็งขึ้น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น สหกรณ์เขาเข้มแข็งมาก สามารถต่อรองได้ สินค้าเกษตรของญี่ปุ่นมีราคาแพงแต่คนญี่ปุ่นซื้อ นี่คือนโยบาย เพราะเขามีอำนาจต่อรองเยอะ
ในการส่งเสริมการขับเคลื่อนภาคี ภาครัฐก็ไม่คุ้นเคยกับการหนุนเอ็นจีโอ ไม่ค่อยมีกองทุน เช่น กองทุนเกษตรยั่งยืน จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการส่งเสริมการทำงานของเอ็นจีโอหรือไม่ ถ้าต้องการการสนับสนุนก็ไม่ยากเลย ใช้กฎหมายเก็บเปอร์เซ็นต์จากสินค้าที่เอาไปขายต่างประเทศ เพื่อจะหนุนความเข้มแข็งที่ตรงนี้
สุดท้ายความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจชุมชน ผู้บริโภคในเมืองและเศรษฐกิจมหภาคให้เกื้อกูลกัน เพราะเศรษฐกิจชุมชนคือเศรษฐกิจบูรณาการ เศรษฐกิจยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในชนบท การบริโภคในเมืองก็จะไปส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถ้าผู้บริโภคบริโภคอาหารที่ใช้ยาฆ่าแมลงก็ไปส่งเสริมแผ่นดินอาบยาพิษ ถ้าบริโภคอาหารสะอาดก็ไปส่งเสริมเกษตรอย่างยั่งยืน แล้วการเชื่อมโยงกันก็ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยเทคนิคการตรวจยาฆ่าแมลงหรืออะไร แต่เป็นการเชื่อมโยงกันด้วยใจ ผมได้พบกับชาวอเมริกันที่เมืองพิตสเบิร์กเล่าให้ฟังว่า มีการจ่ายเงินล่วงหน้าให้เกษตรกรผลิตอาหารที่ปราศจากสารพิษ และอาศัยความเชื่อถือไว้วางใจกัน เป็นเรื่องของการไว้วางใจ (Trust) ไม่ใช่ไปใช้การตรวจสารพิษซึ่งมีการโกงกันเยอะ
นอกจากนี้ ผู้ใช้แรงงานเวลานี้เดือดร้อนไม่พอกินไม่พอใช้ ขณะนี้ไม่มีคำตอบเรื่องผู้ใช้แรงงาน คำตอบคือต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจมหภาคกับเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน ทำให้การแข่งขันดีขึ้น ผู้ใช้แรงงานดีขึ้น
สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.)
สิ่งสำคัญของสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) คือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม สำนักงานฯ ต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งหมด และจุดสำคัญคือการต้องสร้างสัมมาทิฐิ ว่าความยั่งยืนของเกษตรกรคือความยั่งยืนของคนทั้งหมด สร้างสัมมาชีพได้ สร้างความมั่นคงด้านอาหาร และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
ตัวสำนักงานฯ เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยกันดูว่าเราอยากเห็นมันเป็นอย่างไรการก่อตั้งสำนักงานโดยอาศัยร่างระเบียบสำนักนายกฯ ดีกว่าการเสนอคณะรัฐมนตรีแห่งตั้ง เพราะถ้าแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลผ่านไปหน่วยงานจะถูกยุบด้วย อย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณากันว่าสำนักงานจะมีองค์ประกอบมีอะไร ที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวของภาคีทั้งหมด
โดย ศ.นพ. ประเวศ วะสี ถอดความและเรียบเรียงโดย พิณผกา งามสม
