ข้อเสนอจากภาคี เรื่อง “การส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร: แนวทางและการปฏิบัติการ”

ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม ชี้แจงประเด็นที่จะขอความเห็นจากภาคีและภาคส่วนต่างๆ ตามที่ได้เชิญมาดังนี้

  • หน่วยงานราชการ
  • ฝ่ายการเมือง
  • อปท.
  • ผู้นำชุมชน / เกษตรกร
  • องค์กรพัฒนาเอกชน
  • สสส.สำนัก 3
  • องค์กรอิสระ
  • คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ
  • เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย
  • สื่อมวลชน
  • นักศึกษา
  • บุคคลทั่วไป

โดยจัดเป็น 4 กลุ่มคละกลุ่มคนกันและมีหัวข้อพูดคุยในกลุ่มย่อยดังนี้

  1. ประเด็น ปัญหาที่มีความสำคัญสูงและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย, ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร, ความยั่งยืนของภาคเกษตรกรรม และความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมไทยโดยรวม มีอะไรบ้าง
  2. สปกช. ควรมีบทบาทหรือดำเนินยุทธศาสตร์ ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานอย่างไร (ในช่วงระยะเวลา 3 ปี)

กลุ่มที่ 1 ปัญหาที่ระดมออกมามี 4 หัวข้อใหญ่ คือ กระบวนทัศน์ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายรัฐ และการจัดการ

  • ด้านกระบวนทัศน์ มาจากการถูกครอบงำทำให้เกษตรเกิดปัญหาหนี้สิน ค่านิยมการทำอาชีพเกษตรเปลี่ยนไป ไม่อยากให้ลูกหลานกลับมาทำเกษตร
  • ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหามาก ทำให้ผลผลิตตกต่ำ เช่น เดือนมีนาคมเคยตกกล้าฝนก็ไม่ตก ดินก็เสื่อมโทรมเพราะรัฐและเอกชนทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีมากเกินไป ความจริง การเกษตรยั่งยืนไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเลย แค่ใช้จุลินทรีย์มาปรับปรุงดิน ก็ได้ผลผลิตไม่ด้อยกว่า
  • ปัญหาด้านนโยบาย เป็นปัญหาสำคัญมาก รัฐชอบส่งเสริมให้ทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยไม่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ว่าทำได้ดีจริงหรือเปล่า การผูกขาดด้านเมล็ดพันธุ์ เช่น เมล็ดข้าวโพด เกษตรกรรายย่อยกลายเป็นเพียงลูกจ้างนายทุน นโยบายที่ไม่เหมาะสม เช่น การสร้างโรงไฟฟ้า ทำให้กระทบต่อเกษตรอินทรีย์ การไม่มีที่ดินทำกิน ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยถือครองที่ดินไม่ถึง 20 ต่อครอบครัว ที่ถือครองมากกว่านั้นคือนายทุน ที่มากว้านซื้อ
  • เรื่องการจัดการ หน่วยงานรัฐไม่ได้ประสานกันเท่าไหร่ ไม่มีการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน

ยุทธศาสตร์แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่

  • ฟื้นฟูภูมิปัญญา วิถีชีวิตเกษตรกรของปู่ย่าตายาย เช่น ปัจจุบันมีการเลี้ยงวัวและทำปุ๋ยในคอกวัวดูแลพื้นที่เกษตร 3-4 ไร่ขึ้นไป ฟื้นฟูฐานทรัพยากรดินน้ำอากาศ ฟื้นฟูฐานการผลิต
  • การจัดตั้งกองทุน เพื่อทำให้องค์กรมีทุนในการขยายผล พัฒนาคน บูรณาการคน บูรณาการงาน และการส่งเสริมด้านตลาด
  • การสร้างพลังการรวมกลุ่ม สร้างสิทธิและศักดิ์ศรี ให้กลับคืนมา วันนี้น่าจะปลดแอกชาวนา สนับสนุนให้มีการพึ่งตนเอง เกิดการขยายผลขยายเครือข่าย สร้างสิทธิเกษตรกร ให้มีความเป็นเจ้าของในพันธุกรรม
  • ทำระบบฐานข้อมูล
  • บูรณาการภาคส่วนต่างๆ ให้มีการประสานความร่วมมือกัน ความอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อย คือ ความอยู่รอดของประเทศ

กลุ่ม 2 ปัญหา

  • รัฐบาล ยังไม่มีเสถียรภาพ นโยบายที่ออกมาไม่ต่อเนื่อง และมีนโยบายที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน มีนโยบายกระทบความมั่นคงอาหาร เรื่องวิกฤติ โลกร้อน รัฐยังไหวตัวไม่ทัน และปล่อยให้มีการโฆษณาชวนเชื่อ
  • ระบบการศึกษาสอนเกษตรกรให้ห่างไกลจากอาชีพเกษตรกรรม ที่สำคัญไม่มีคนมาสืบทอดอาชีพเกษตรกร
  • เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเครื่องมือของนายทุน
  • อปท. ยังมาเข้าร่วมน้อย น่าที่จะมีบทบาทส่งเสริมภาคเกษตรได้มากกว่านี้
  • ตัว เกษตรกรเองไม่ค่อยศรัทธาในคุณค่าอาชีพเกษตรกร ไม่เชื่อมั่น ขาดความรู้ ขาดข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวเท่าทันสถานการณ์ต่างๆ และสิ่งที่เข้ามาหลอก มีความบริโภคนิยม ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ พึ่งปัจจัยภายนอก มุ่งว่าทำอย่างไรให้รวย การรวมตัวกันก็มักไม่เข้มแข็ง การจัดตั้งมักมาจากภาครัฐ ไม่สร้างความเข้มแข็ง อำนาจการต่อรองไม่มี
  • ทำอย่างไรจึงจะสร้างความเชื่อมั่นกับสังคมไทย ว่าประเทศไทยเป็นครัวของโลก

บทบาทของ สปกช.

  • ควรจัดทำข้อเสนอให้ภาครัฐ
  • รวบรวมข้อมูลในการขับเคลื่อนผลักดัน
  • ติดตามความเคลื่อนไหว
  • เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย
  • สนับสนุนการทำงาน การเกษตรยั่งยืน
  • มียุทธศาสตร์เชิงรุกในการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่
  • ไปมีส่วนร่วมกับองค์กร
  • ทำงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • รณรงค์สาธารณะ
  • กำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน
  • สนับสนุนงบประมาณ
  • สร้างกองทุน การเกษตรยั่งยืน จากภาษีสารเคมี
  • สร้างช่องทางสื่อสาร
  • พัฒนาฐานข้อมูลที่เกษตรกรเข้าถึงได้
  • รวบรวมประมวลเพื่อนำไปสู่การคิดวิเคราะห์
  • สนับสนุนการสร้างทายาทในภาคเกษตร
  • การบูรณาการงานร่วมกันอย่างจริงจัง
  • อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการพัฒนาระบบเกษตรอย่างต่อเนื่อง

กลุ่ม 3 ปัญหา

  • ความไม่เข้าใจในเรื่องของ FTA หรือระบบเกษตรยั่งยืน
  • การแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ที่ดิน พันธุกรรมที่ถูกรุกราน
  • ความอ่อนแอของภาคเกษตรกรเอง ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ขาดองค์ความรู้ในการทำเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน
  • นโยบายรัฐที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก
  • องค์กรเกษตรกรที่ไม่มีการรวมกลุ่มกัน
  • การคุกคามความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  • การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การใช้สารเคมีเกินกว่าที่ควรจะเป็น
  • ค่านิยม การสืบทอด คนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำการเกษตร เพราะถือว่าเป็นอาชีพที่ด้อยค่า
  • การทำงานของภาครัฐที่ไม่ทันกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไป มีการส่งเสริมที่ล้าสมัยหลายเรื่อง
  • ระบบการบริโภคยั่งยืน การตลาดสีเขียว คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ยังเป็นกลุ่มเล็ก
  • ความมั่นคงทางด้านอาหาร

ทางออก

  • การ บริโภคอย่างยั่งยืนควรจะมีการส่งเสริมให้มีการขยายวง ให้คนกินมีส่วนร่วมในการสนับสนุนระบบเกษตรยั่งยืนให้มากขึ้น จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงมากขึ้น
  • การทำงานของภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับระบบการผลิตที่ไม่เน้นเรื่องการส่งออกเป็นหลัก
  • การทำงานของภาครัฐต้องให้คนรุ่นใหม่มีการสืบทอดการทำอาชีพเกษตรกรรม ยกระดับอาชีพเกษตรกรรมให้เป็นอาชีพที่มีคุณค่า
  • ลดการใช้สารเคมี ควรมีการห้ามการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องของการใช้สารเคมี
  • ทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มมากขึ้น เพื่อมีพลังในการต่อรอง พลังในการจัดการปัญหาตัวเองได้
  • ให้ความสำคัญกับการใช้พันธุกรรมท้องถิ่นทั้งพืชและสัตว์ เพื่อลดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร

บทบาท สปกช.

  • ใช้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน ทำงานผ่านตัวชุมชนเป็นหลัก
  • ทำสมัชชาทุกระดับโดยเฉพาะในระดับพื้นที่ จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น
  • สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างอำนาจต่อรองและจัดการผลผลิตของตัวเองได้
  • สนับสนุนให้มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสนับสนุนตามศักยภาพของเกษตรกร
  • นำเสนอนโยบายไปสู่การปฏิบัติในภาคเกษตรให้มากขึ้น
  • มีการเชื่อมโยงกับภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ควบคุมการโฆษณาชวนเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องของสารเคมี

กลุ่ม 4

  • ปัญหาหลักๆ อยู่ที่การกลับไปทบทวนนโยบายที่ส่งผล
  • ปัญหาแรกต้องปรับกระบวนทัศน์ใหม่ ให้ลูกหลานภาคภูมิใจ
  • อาชีพการเกษตรถูกครอบงำทางความคิด สื่อก็ครอบงำ และที่ไม่มีอยู่ในมือคือปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน รวมถึงองค์ความรู้
  • การปรับกระบวนการเรียนรู้ให้คิดวิเคราะห์
  • สื่อเองต้องปรับด้วย
  • เปลี่ยนค่านิยมในการบริโภค
  • รัฐต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกร “มองเกษตรเป็นวิถีชีวิต อย่าเอา จีดีพีมาวัด
  • ระบบการเกษตร คนไม่ค่อยรู้เรื่องเกษตรยั่งยืน มีคนถามว่าวันนี้เรากินอาหารที่ดีที่สุดหรือยัง
  • ระบบการจัดการผลผลิต น่าจะมีกองทุน

ปัญหาสำคัญๆ คือ

  • ความรู้
  • การวิเคราะห์
  • เปลี่ยนเกษตรบ้านเรา เป็นเกษตรยั่งยืน
  • ในเรื่องปัจจัยการผลิต คือ เรื่องที่ดิน หนี้สิน ราคาผลผลิต ให้ความสำคัญเรื่องการแปรรูป

สปกช.

  • รวบรวมองค์ความรู้ เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายๆ มีมืออาชีพ ไปเรียนรู้ เผยแพร่ มีจุดเรียนรู้
  • มีการร่วมมือ และ ปักธงร่วมกัน
  • รวบรวมเชื่อมโยงเกษตรกร องค์กรเกษตรกร เครือข่ายผู้บริโภค
  • สร้างความตระหนักให้ความสำคัญของเกษตร เทียบเท่าความมั่นคงของประเทศ
  • ให้มีกองทุนพัฒนา การเกษตรยั่งยืน / สังคม / อาหาร
  • มีการจัดการความรู้
  • ฟื้นความคิดค่านิยมสังคม แล้วทำให้ได้ดีกว่าเดิม

แนวทาง

  • เชื่อมโยงภาคีต่างๆ
  • สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง (ทุกขั้นตอน)

เพิ่มเติม

  • ผม ไม่อยากให้โอกาสนี้หลุดลอยไป น่าจะเป็นการเริ่มต้นการปฏิรูปที่แท้จริง อยากให้ท่านที่มาเป็นเครือข่ายกันข้างต้นก่อนขยายไปสู่พี่น้องทั้งประเทศ เราน่าจะเอาคนที่มาในวันนี้รวมตัวเป็นเครือข่ายในวันนี้เลย
  • ผมคิด ว่างานนี้กระทบกับคนและหน่วยงานจำนวนมาก เราจะต้องก้าวก่ายของหลายหน่วยงานด้วย ถามว่ามีคนวัดผลมั้ยว่าใครที่ไม่ทำ การทำแผนส่วนมากเราคิดใหญ่มาก แต่เวลาทำเรามักเลี่ยงด้วยการเรียงลำดับความสำคัญ หรือ ทำตามใจที่ทำได้ตามถนัด ผมว่าเรื่องนี้ไม่ควรเลี่ยง ควรจะชนทุกประเด็น ด้วยเทคนิคอะไรก็ตามให้บุคคลและหน่วยงานได้ทราบทุกขั้นตอน เช่น ออกสื่อ ออกสาธารณะ แล้วเราเป็นตัวกลาง สุดท้ายถ้าสำเร็จจริงเราค่อยปรับโครงสร้างองค์กร

กล่าวสรุปโดย ผอ.สปกช.

  • สรุป ว่าเรามีปัญหาเยอะ ตั้งแต่คุณภาพของทรัยพากรธรรมชาติ ปัญหาความรู้ความเข้าใจ สภาวะความมั่นคงด้านอาหาร โลกร้อน เราขาดข้อมูลที่ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ถือเป็นภารกิจที่ต้องกลับไปทำงาน
  • เรื่องกระบวน ทัศน์ เป็นเรื่องท้าทายที่ต้องเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ มากขึ้น เช่น นักจิตวิทยาสังคม แต่ที่แน่ๆ เราคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ เช่น เกษตรกรคลื่นลูกใหม่ หรือ การจัดระบบการศึกษาที่ดี ให้เด็กมีความภาคภูมิใจในอาชีพ
  • เรื่องของนโยบาย เช่น นโยบายที่โอนเอียงเข้าข้างอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรกรรมยั่งยืน ในอนาคตอาจมีการจัดแคมเปญ ทำให้เกษตรกรรมยั่งยืนคือทุกสิ่งทุกอย่าง เรื่องการใช้สารเคมี นโยบายพืชน้ำมัน พืชส่งออก
  • งานวิจัย โจทย์ที่คิดและวิจัยต้องทำออกมาให้แก้ไขปัญหาต่างๆได้ เช่น กว่าจะผลิตพันธุ์ใหม่ใช้เวลา 12 ปี แต่แมลงใช้เวลา 1 ปีในการปรับตัว หรือฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง เราต้องมีระบบวิจัยแบบใหม่ที่ให้ชุมชนเป็นนักวิจัยและให้นักวิชาการไปมีส่วน ร่วม
  • ในระบบการศึกษาคงต้องหาวิธีการแบบใหม่ จัดระบบใหม่ การสร้างการเรียนรู้ให้เกษตรกร นี้คืองานชิ้นแรกที่จะทำเรื่องฐานข้อมูลศูนย์เรียนรู้
  • ส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กร เช่น รัฐ (ขาดการประสาน) อปท. (มีบทบาทน้อย) ชาวบ้าน (อ่อนแอ)
  • สื่อ ก็ตกเป็นจำเลยเหมือนกัน เราคงต้องเสริมสร้างสื่อสีเขียวมากขึ้น

สิ่งที่อยากให้เราทำ ผมอยากเรียนอย่างนี้ว่า เราจะมาคิดค้นทุกเรื่อง ถ้าเราทำได้เราจะทำ จะไม่เลือกทำ เพียงแต่ต้องขอกำลังใจและขอความร่วมมือ หน้าที่เราหลักๆ คือ องค์กรที่สะท้อนความเป็นจริง ที่นำไปสู่การกำหนดนโยบาย (ในระดับท้องถิ่น ถึง ระดับชาติ) บางเรื่อง สปกช. อาจเป็นเจ้าภาพร่วมกันจัดสมัชชาในระดับต่างๆ เพื่อผลักดันนโยบาย