ตัวอย่างดีๆ ที่ ตำบลอุทัยเก่า

ผมและทีมงานมีโอกาสไปศึกษาการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของ อบต.อุทัยเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2553 พบว่า อบต. แห่งนี้แม้จะเป็น อบต. ขนาดเล็ก ประกอบด้วย 10 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 525 ครัวเรือน แต่ได้สร้างนวัตกรรมการพัฒนาหลายอย่าง ทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรที่อยู่ในชุมชนดังกล่าวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สมกับที่เป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบให้กับ อปท. อื่นๆ (ตามโครงการสนับสนุนของ กองทุน สสส.) จึงอยากถ่ายทอดเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อนักพัฒนาทั้งหลาย ทั้งในส่วนที่เป็นผู้บริหาร อปท. ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆที่ทำงานคล้ายๆ กัน

สภาพภูมิประเทศในบริเวณนี้ยังคงความเป็นชนบทมาก แม้แต่ที่ตั้งของ อบต.เอง ก็ยังอยู่นอกใจกลางชุมชน อาชีพหลักของชาวบ้านคือ ทำนา นอกนั้นเป็นค้าขาย รับราชการ และรับจ้างทั่วไป มีนกปากห่างบินลงหากินในท้องทุ่ง เปิดโอกาสให้นักนิยมธรรมชาติได้ชื่นชม (โดยปกตินกปากห่างจะไม่บินมาลงในพื้นที่ที่มีสารพิษ หรือมีสิ่งรบกวนต่างๆ) มีเป็ดไล่ทุ่งในท้องถิ่นที่ปล่อยตามทุ่งนาและเป็ดเหล่านี้เองที่ช่วยกำจัด หอยเชอร์รี่ ซึ่งเป็นศัตรูร้ายของต้นข้าว เป็ด ข้าว คน และสภาพแวดล้อมจึงต่างได้ประโยชน์จากกันและกันแบบลงตัว โดยไม่เกรงเรื่องหวัดนก เพราะเป็ดเหล่านี้ไม่ได้ไปหากินข้ามถิ่นไกลๆ

ในอดีตชาวบ้านต้องเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากพิษของสารเคมีที่ใช้ในการปลูกพืช อบต. จึงขอความร่วมมือจากหน่วยงานสาธารณสุขให้มาเจาะเลือดเป็นรายหมู่บ้าน พบว่ามีคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งถึง 14 ราย และป่วยเป็นโรคอื่นๆ อีกกว่า 800 คน อบต. ได้ร่วมกับชาวบ้านและนักวิชาการวิเคราะห์หาสาเหตุ พบว่าเป็นเพราะซื้อผักกิน และผักเหล่านั้นมีสารเคมีแยะ จึงได้ทำโครงการสนับสนุนการรักษาพยาบาลควบคู่ไปกับการสนับสนุนโครงการผลิต อาหารปลอดภัยกินเองภายในครัวเรือน มีการตั้งกองทุนวงเงินจำนวน 100,000 บาท ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้ชาวบ้านยืมไปปลูกกินเองโดยไม่ใช้สารเคมี (เกษตรอินทรีย์) สร้างโครงการ ”ตู้เย็นข้างบ้าน” โดยสนับสนุนให้ชาวบ้านขุดบ่อขนาดเล็กเพื่อเลี้ยงปลาพร้อมปลูกผักรอบบ่อ ทำให้มีอาหารกินตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังเชิญนักวิชาการมาช่วยแนะนำและพัฒนาระบบการปลูกข้าว เปลี่ยนจากนาหว่านน้ำตม มาเป็นนาดำ ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายลงสองถึงสามเท่า แต่ได้ผลผลิตไม่น้อยกว่าเดิม นายกฯเองก็ทำเป็นตัวอย่าง รวมทั้งยังทำแปลงสาธิตการปลูกข้าวในนาที่ด้านหน้าที่ทำการ อบต. ด้วย มิหนำซ้ำยังส่งเสริมให้เกิดโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้วันละ 4 ตัน นับว่า พื้นที่นี้เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง (แม้บางรายยังคงใช้ปุ๋ยเคมีผสมกับปุ๋ยอินทรีย์บ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่ไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค)

ผู้ผลิต อาหารปลอดภัยที่นี่ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดเลย เพราะมีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล และสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนียนเป็นลูกค้ารายใหญ่

อันที่จริงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ อาทิ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากอย่างเบ็ดเสร็จตัดตอน การสร้างโรงงานผลิตน้ำดื่มของกลุ่มเยาวชน โครงการพัฒนาเด็กเล็ก การพัฒนาสุขภาพอนามัยของชาวบ้าน การสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชน การใช้พลังงานทดแทน ฯลฯ แต่ด้วยเวลาจำกัด ผมจึงขอเน้นเฉพาะบางเรื่องที่ผมคิดว่าเป็น “กุญแจ” สู่การพัฒนาคนและท้องถิ่นที่สำคัญ

อาจมีผู้สงสัยว่า อบต. เอาเงินมาจากไหน ก็ต้องเรียนว่า อบต. และชุมชนได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน งบประมาณสนับสนุนจากภายนอกในแต่ละปีมากกว่างบประมาณที่ อบต. มีเสียอีก หัวใจสำคัญ คือ จะสร้างโครงการดีๆ ไปเสนอต่อหน่วยงานภายนอกได้อย่างไร และจะสร้างเครดิตให้คนเชื่อถือว่าตนสามารถบริหารโครงการช่วยเหลือต่างๆ ให้ บรรลุเป้าหมาย และมีความโปร่งใสได้หรือไม่ อย่างไร อบต. (ภายใต้การนำของนายกฯ ธาดา) สอบผ่านขั้นตอนนี้มาแล้ว จึงไม่มีปัญหาในการระดมทรัพยากรทั้งจากภายในและภายนอกมาทำงานเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อบต. ใช้งบประมาณตนเองทำโครงการเฉพาะที่มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท แต่ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า (เกิดประโยชน์ในหลากหลายมิติตามที่ตั้งใจไว้) โครงการใดที่ใช้งบประมาณมากกว่านี้จะประสานใช้ทรัพยากรจากหน่วยงานอื่นๆ แทน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนานี้ เกิดจากการมีผู้นำที่ดี นายก อบต. (คุณธาดา อัมพิน) เป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ จิตสำนึก และความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือพี่น้องในพื้นที่ มีวิถีชีวิตที่สมถะ อาชีพหลักคือการทำการเกษตรเช่นเดียวกับชาวบ้านส่วนใหญ่ อีกทั้งมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและได้ฝึกทักษะการคิดมาตลอด เพราะเคยไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นถึง 5 ปี นายกฯ ธาดา ได้แง่คิดจากระบบสหกรณ์และการเกษตรในญี่ปุ่นเรื่องการร่วมมือกันของสมาชิก สหกรณ์ซึ่งพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และแลกเปลี่ยนยืมเครื่องมือทางการเกษตรของกันและกันใช้ ทำให้ไม่ต้องซื้อเครื่องมือครบทุกประเภท แต่ละคนจะซื้อเพียงบางส่วนและไม่ซ้ำกัน นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสไปดูงานการตลาดสินค้าเกษตรที่ประเทศเนเธอร์แลนด์อีก ด้วย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง

ในพื้นที่ใกล้เคียงมีปราชญ์ชาวบ้านและนักพัฒนาเอกชนอาวุโสอีกหลายท่าน รวมทั้งท่านที่ผมรู้จักผลงานของท่านเป็นอย่างดี คือ พี่สมพงษ์ สุทธิวงศ์ ซึ่งเคยเป็นนักพัฒนารุ่นแรกๆของมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยที่ ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้ตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2510 ทำงานในเขตจังหวัดชัยนาท หลังจากที่เกษียณตัวเองจากมูลนิธิฯ พี่สมพงษ์ก็กลับมาทำงานเป็นนักพัฒนาอิสระในบ้านเกิดที่ จ. อุทัยธานี นายกฯธาดา เห็นคุณค่าและความสามารถของท่าน (และปราชญ์ท่านอื่นๆ) จึงได้ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และขอคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ตนเองเติมความเก่งขึ้นไปอีก

เคล็ดลับ (ที่ไม่ลับ) ที่นายกฯ ธาดาใช้ในการสร้างแผนงาน โครงการพัฒนาด้านต่างๆ คือ การใช้บัญชีครัวเรือนเป็นเครื่องมือในการประมวลปัญหา สาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด (หรือที่เรียกว่าแผนแม่บทชุมชน) การใช้ข้อมูลที่ได้จากแบบสำรวจบัญชีครัวเรือนทุกครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คนในชุมชนตระหนักถึงปัญหา และร่วมเรียนรู้แนวทางป้องกัน แก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง หากจะกล่าวว่า “กระบวนการจัดทำบัญชีครัวเรือน” เป็นเครื่องมือในการสร้างจิตสำนึกของคนในชุมชนก็ไม่ผิด ทุกๆสัปดาห์ อสม. แต่ละคนจะไปเยี่ยมครัวเรือนเป้าหมายของตน ซักถามและรวบรวมข้อมูลครัวเรือนต่างๆไว้ที่ตนเองจนครบเดือนแล้วจึงค่อยนำส่ง ให้ อบต. ซึ่ง เจ้าหน้าที่ อบต. จะพิมพ์ข้อมูลใส่ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป (สกว. เป็นผู้พัฒนาขึ้น) ทำให้การประมวลข้อมูลทั้งในระดับครัวเรือนและระดับชุมชนเป็นไปอย่างง่ายดาย ผู้บริหารท้องถิ่น และ/หรือเจ้าหน้าที่สามารถนำผลการประมวลข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการวางแผนงาน โครงการ รวมทั้งใช้สำหรับพูดคุยกับแต่ละชุมชนทุก 3 เดือน เพื่อหาวิธีลดค่าใช้จ่ายหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (อบต. จะจัดประชุมสัญจรในแต่ละชุมชนทุกๆ 3 เดือน) รางวัลสำหรับทุกครัวเรือนที่ร่วมมือในการกรอกแบบสอบถามทุกๆสัปดาห์ คือ ต้นไม้ที่ อบต. หามาให้ ส่วน อสม. ผู้เดินเก็บข้อมูลจะได้ค่าสมนาคุณจาก อบต. ครัวเรือนละ 10 บาทต่อเดือน

นอกจากข้อมูลที่ได้จากบัญชีครัว เรือนแล้ว อบต. อุทัยเก่า ยังใช้ข้อมูลจากช่องทางอื่นๆอีกด้วย คือ (ก) ข้อมูลจากสภา อบต. (ข) ข้อมูลจากสภาองค์กรชุมชน (ค) ข้อมูลจากปราชญ์ชาวบ้าน และ (ง) ข้อมูลจากกระดานที่ติดไว้ที่ศูนย์ชุมชน (Community center) ชาวบ้านที่เดือดร้อนหรือมีความต้องการอะไรเป็นพิเศษก็ไปเขียนในกระดานได้ ดังนั้นจึงน่าเชื่อได้ว่า แผนงาน/โครงการที่ อบต. จัดทำขึ้น สามารถสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของชุมชนได้เป็นอย่างดี และเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่ความคิดของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

กรณีตัวอย่าง ที่เล่ามานี้ แม้จะฟังดูเหมือนง่าย แต่ก็คงไม่ง่าย “แบบปอกกล้วยเข้าปาก” กว่าจะทำได้จริงก็ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ความรู้ ใช้ใจ และอะไรอีกหลายอย่าง ที่สำคัญคือ ต้องเตรียมความพร้อมของตนเองและเพื่อนร่วมงานก่อน หากผู้นำมีความมุ่งมั่นในการรักษาประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่เน้นแต่ผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องแล้ว ก็จะสร้างความศรัทธาไว้วางใจให้แก่ประชาชน เมื่อมีศรัทธาบารมีแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประสานสิบทิศ เพื่อใช้ทุนทางสังคมต่างๆทั้งภายในและภายนอกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่าง เต็มที่

ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา