นวัตกรรมการจัดการไร่อ้อยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้จัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2553 ขึ้น เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นการจัดงานอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่หก วัตถุประสงค์ในการจัดงานมีอยู่สองประการหลักๆ คือ ประการแรก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถทางด้านนวัตกรรม ในการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการในการแก้ปัญหาสภาพ ดินเปรี้ยวในพื้นที่ป่าพรุทางภาคใต้ ให้สามารถกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ “แกล้งดิน” ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยในวันที่ 5 ตุลาคม 2535 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับการดำเนิน “โครงการแกล้งดิน” ขึ้นเป็นครั้งแรก ประการที่สอง ก็เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้คิดค้น สร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานนวัตกรรมจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่ง “นักนวัตกร” ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนานวัตกรรมให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะร่วมสืบสานวงการนวัตกรรมไทยให้แข็งแรง และขยายวงกว้างออกไป โดยภายในงานนี้จะมีกิจกรรมที่สำคัญ คือ การมอบรางวัลนวัตกรรมที่จัดโดยหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท ไอดีไซน์ พับลิชชิ่ง จำกัด บริษัท ขาบสไตล์ จำกัด นิตยสารวอลเปเปอร์ เอสซีจี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกลุ่มน้ำตาลมิตรผล
กลุ่มน้ำตาลมิตรผลเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับรางวัล “นวัตกรรมแห่งชาติด้านสังคม” เป็นรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการ “มิตรผลโมเดล: Jigsaw ต่อยอดการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมีความเป็น นวัตกรรมระดับประเทศด้านกระบวนการจัดการไร่อ้อยแบบใหม่ ที่อาศัยหลักการ 4Cs ได้แก่ การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการทำงานเชิงบูรณาการแบบองค์รวม (Co-creation) การสร้างมาตรฐานการทำไร่อ้อยที่ถูกต้องตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มผลผลิต (Condition) เน้นการจัดการที่ทันเวลาผ่านระบบรับเหมาเพื่อควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม (Cost) และดำเนินการภายใต้กรอบคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อส่งผลสู่ความยั่งยืน (CSR) ผลประโยชน์ทางสังคมที่ได้รับ คือ “มิตรผลโมเดล” เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับชาวไร่อื่นๆ ในการขยายผล (Knowledge Management) สามารถเก็บเกี่ยวอ้อยสดโดยไม่สร้างคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ (Zero-Emission) การไถใบอ้อยคลุกลงดินเป็นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เน้นการอนุรักษ์ดิน (Soil Conservation) เกิดความยั่งยืนในอาชีพการทำไร่อ้อยและโรงงานมีความมั่นคงของวัตถุดิบ (Sustainability) ซึ่งส่งผลให้ปริมาณรายรับของชาวไร่อ้อยเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาท จาก 17 ล้านบาทเป็น 23 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

โครงการ “มิตรผลโมเดล” เกิดจากเหตุที่ว่า ปัจจุบันปริมาณการปลูกอ้อยมีพื้นที่ประมาณ 6.5 ล้านไร่ ซึ่งให้ผลผลิต 70 ล้านตันต่อปี สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำตาลได้ประมาณปีละ 7,000,000 ตัน หรือ 2,000,000 ตัน ใช้สำหรับการบริโภคภายในประเทศและอีก 5,000,000 ตัน จะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งการผลิตอ้อยในประเทศ ถือว่ายังมีประสิทธิภาพต่ำคือ มีผลิตเฉลี่ยประมาณ 8-10 ตันต่อไร่ และมีต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับสูง ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยของกลุ่มผู้ผลิตอันดับต้นๆ ของโลก อาทิ บราซิล ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อยู่ที่ประมาณ 13-15 ตันต่อไร่ ประกอบกับในปัจจุบัน เริ่มมีการแย่งพื้นที่เพาะปลูกอ้อยไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน อาทิ มันสำปะหลัง ยาง ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยลดน้อยลง ดังนั้นกลุ่มมิตรผลจึงได้ทุ่มงบประมาณ กว่า 90 ล้านบาท เพื่อทำโครงการมิตรผลโมเดลขึ้น โดยมีแนวคิดในการมุ่งพัฒนาระบบชลประทานและการส่งน้ำไปยังไร่อ้อยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อไร่อ้อยได้รับน้ำเพียงพอ ผสานกับการจัดการที่เหมาะสมจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลผลิตและกำไรของชาวไร่ก็จะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ชาวไร่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และยังเป็นการสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล รวมถึงธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน โดยจะให้ความรู้ พันธุ์อ้อย การพัฒนาแหล่งน้ำและการส่งน้ำไปยังไร่อ้อย เพื่อขยายพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจ ให้ชาวไร่ปลูกอ้อยในระยะยาว ซึ่งจะเป็นการเสริมความมั่นคง ในการบริโภคน้ำตาลในประเทศ จากผลการดำเนินงานส่งผลให้มีชาวไร่อ้อยในระบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับกลุ่ม น้ำตาลมิตรผลเป็นจำนวน 83 ครัวเรือน โดยชุมชนได้รวมกลุ่มเพื่อสร้างโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และใช้ 4Cs มาบริหารจัดการในชุมชน อีกทั้งได้มีการใช้แนวทางการใช้น้ำด้วยระบบน้ำหยด ทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มสูงถึง 28 ตันต่อไร่ นำมาซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากวิธีเดิม 6 ล้านบาท

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าการขับเคลื่อนโครงการ “มิตรผลโมเดล” มีการดำเนินงานภายใต้องค์ประกอบหลักที่สำคัญ 4 ประการ คือ การปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตสูงจะต้องมีมาตรฐานการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม (Condition) การดำเนินงานต้องเกิดจากการ “ร่วมคิด ร่วมทำ” ระหว่างชาวไร่ โรงงาน และหน่วยงานราชการอย่างสร้างสรรค์ (Co-creation) การจัดการต้องควบคุมให้เป็นไปตามแผน และมีต้นทุนต่ำ (Cost Efficiency) การจัดการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)

มิตรผลโมเดลนี้จึงถือเป็นต้นแบบที่ผนวกแนวคิดและเงื่อนไขการจัดการที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการสร้างมาตรฐานใหม่ในการปลูกอ้อยที่ก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตและรายได้ที่มั่นคงแทนการจัดการแบบดั้งเดิม ตลอดจนมุ่งเน้นการจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแบบขาดสมดุลและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นมิตรผลโมเดลจึงนับได้ว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมด้านการจัดการที่จะช่วยพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

โดย พิชฎา อารยานุรักษ์ สถาบันสร้างเสริมนวัตกรรมภูมิปัญญาเศรษฐกิจพอเพียง