สปกช. ได้จัดสัมมนาเรื่อง สวัสดิการเกษตรกรที่พึงประสงค์ โดยมีนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ผู้นำเครือข่ายภาคประชาชน ตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม รวม 29 คน การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ ประมวลความเห็นและแง่คิดที่เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของเกษตรกรที่เป็นอยู่ และแนวทางจัดการที่เหมาะสม เพื่อบูรณาการและผลักดันเป็นนโยบายที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร รวมทั้งหาประเด็นวิจัยต่อไปหากยังไม่มีคำตอบว่าควรจัดอะไร อย่างไร รวมทั้งสร้างเครือข่าย เพื่อพัฒนาเป็นความร่วมมือด้านการจัดสวัสดิการสังคมและด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ผลการประชุมพอสรุปได้ดังนี้ คือ
1) สวัสดิการที่มีอยู่พอเพียงหรือไม่ เพราะเหตุใด
ปัจจุบัน เกษตรกรไทยได้รับสวัสดิการทั้งในส่วนที่รัฐและชุมชนจัดให้กับคนทั่วไป (เช่น สวัสดิการด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย เบี้ยยังชีพต่างๆ รวมทั้งจากโครงการและกองทุนหมุนเวียนต่างๆ เป็นต้น) และจัดให้แก่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะ (เช่น โครงการประกันรายได้ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ฯลฯ) แต่ก็ยังมีข้อวิจารณ์ และข้อเรียกร้องให้ช่วยเหลือเกษตรกรมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยเหตุผลที่ว่า สวัสดิการที่ได้รับยังไม่เพียงพอ ดังจะเห็นได้จาก การร้องเรียนให้จ่ายค่าเสียหายจากน้ำท่วมในอัตราที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การร่างกฎหมายกองทุนสวัสดิการชาวนา เพราะชาวนาไม่มีระบบสวัสดิการมารองรับหลังจากที่อายุมากแล้ว (แต่มีข้อสังเกตว่าจะทำตามข้อเรียกร้องทั้งหมดที่เสนอมาแบบแยกส่วนได้หรือ ไม่ เพราะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล อีกทั้งระบบสวัสดิการที่เป็นอยู่ก็มีจำนวนมากพอสมควร เพียงแต่ยังไม่มีบูรณาการ หรือทำให้เกิดประสิทธิภาพ
2) ประเภทของสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว
1) มองในเชิงป้องกัน หรือตามแก้ไขปัญหา สามารถแบ่งออกเป็น
- แบบ ป้องกันปัญหา เสริมให้สามารถหลีกพ้นปัญหา หรือจัดการกับปัญหาไม่ให้มาทำลาย/กระทบวิถีชีวิตมากจนเกินไป (ส่วนใหญ่มักถูกมองข้าม หรือในบางกรณีมีชื่อเรียกเป้นอย่างอื่น เช่น กองทุนพัฒนา...โครงการพัฒนา....)
- แบบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (พบเห็นโดยทั่วไป เกิดขึ้นซ้ำซาก ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เป็นที่นิยมของนักการเมืองและข้าราชการบางส่วนที่ต้องการสร้างผลงานที่ เป็นรูปธรรม และบางครั้งก็มีเรื่องผลประโยชน์อื่นแอบแฝงด้วย)
- แบบแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ (มีน้อย ทำได้ยาก เพราะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน เป็นระบบ เห็นผลช้า ขาดการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจ)
2) มองในเชิงผู้จัดการ และความเป็นเจ้าของ สวัสดิการที่จัดโดยรัฐและเอกชน มีทั้งสวัสดิการทั่วไป สวัสดิการเฉพาะเกษตรกร และสวัสดิการที่ชุมชนจัดการกันเอง
สวัสดิการทั่วไป ได้แก่
- ด้านการศึกษา เป็นการช่วยเหลือด้านการศึกษาให้กับบุตร หลานของเกษตรกร (และคนอาชีพอื่นๆ) โดย โครงการจะสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับ ม. 6 เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้นักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นค่าหนังสือ เครื่องแบบนักเรียนอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นอกจากนี้ยังมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา อีกด้วย แต่จากผลการศึกษาของหลายหน่วยงาน พบว่า ครัวเรือนเกือบทั้งหมดมีหนี้สินเพื่อการศึกษาของบุตรหลานทั้งสิ้น
- ด้านสาธารณสุข เกษตรกร (และคนไทยทุกคน) ได้รับสวัสดิการด้านสาธารณสุขผ่านหลักการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่รัฐบาลต้องการให้คนไทยมีหลักประกันหรือความมั่นใจว่า เมื่อเจ็บป่วย ไม่สบาย ก็สามารถไปพบบุคลากรทางการแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ รับบริการตรวจรักษา รวมถึงได้รับยา เพื่อรักษาโรค โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องค่ารักษาพยาบาล (จนทำให้ขาดโอกาสรักษาตัว) โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทน ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่อง การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รวมทั้งยาที่มีคุณภาพ มากขึ้น
-
สวัสดิการสงเคราะห์กลุ่มเป้าหมายบางประเภท
เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เมื่อเกษตรกร (คนไทยทั้งหลาย) มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้สูงอายุ จะได้รับเบี้ยยังชีพเพื่อเป็นการสร้างหลักประกันรายได้ เป็นการตอบแทน การทำงานหนักมาตลอดชีวิตอย่างเป็นระบบ เพิ่มรายได้สำหรับคนที่มีรายได้ไม่พอหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ และเป็นกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงิน ค่าเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจ่ายให้ในอัตราคนละ 500 บาท ต่อเดือน
เบี้ยคนพิการ ในกรณีที่เกษตรกรเป็นผู้พิการโดยสมบูรณ์ รัฐบาลมีนโยบายเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคม แก่คนพิการ โดยจะจ่ายเบี้ยความพิการให้กับคนพิการไทยทุกคนที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ เดือนละ 500 บาทขณะนี้เริ่มมีประเด็นว่า เงินสงเคราะห์เหล่านี้ ทำให้ผู้สูงอายุ และคนพิการถูกสังคมทอดทิ้งมากขึ้น หรือไม่ เพราะคนไปคิดกันว่าได้รับเงินช่วยเหลือแล้ว
การสงเคราะห์ผู้ประสบภัย เมื่อเกษตรกรได้รับภัยพิบัติใด ผู้ประสบภัยมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากรัฐตามหลัก เกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด นอกจากนี้ ในกรณีที่ประสบภัยพิบัติร้ายแรง รัฐบาลจะให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือเกษตรกร และคนอาชีพต่างๆ เป็นคราวๆไป ทั้งผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้งบกลาง ทั้งด้านซ่อมแซมบ้านพักอาศัย เงินใช้จ่าย เงินชดเชยความเสียหายจากการประกอบอาชีพ ซึ่งไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง ไม่ทันกาล และมักจะมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติงานด้วย -
กองทุนหมุนเวียนต่างๆ
กองทุนหมู่บ้าน รัฐบาลจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง กองทุนละ 1 ล้านบาท พร้อมเสริมสร้าง และพัฒนาหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการจัดระบบบริหารจัดการเงินกองทุนหมุนเวียน ในหมู่บ้านและชุมชนเมืองกันเอง โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้กองทุนดังกล่าวเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน สำหรับการลงทุนเพื่อการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ หรือเพิ่มรายได้ การลดรายจ่ายการบรรเทาเหตุฉุกเฉินและความจำเป็นเร่งด่วน คำถามใหญ่ คือ กองทุนนี้สามารถช่วยชาวบ้านให้มีอาชีพ รายได้ที่มั่นคงหรือไม่ หรือเป็นอีกส่วนหนึ่งของการเพิ่มหนี้สินให้แก่เกษตรกร ผู้ไม่มีความสามารถในการใช้เงินกู้มาลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
กองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนในชุมชนจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข. คจ.) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร กองทุนจัดรูปที่ดิน กรมชลประทาน กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ ประเทศ กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน กองทุนพัฒนาสหกรณ์ กองทุนกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และกำลังแก้ไขกฎหมายกองทุนประกันสังคม (มาตรา 40) เพื่อให้แรงงานนอกระบบ รวมทั้งเกษตรกรสามารถเข้าร่วมรับหลักประกันทางสังคม คำถามใหญ่ คือ กองทุนเหล่านี้ สามารถดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือไม่ มีการติดตาม กำกับ การใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือมากน้อยเพียงใด
กองทุนสวัสดิการชุมชน (สวัสดิการสามขา – ประชาชน/รัฐบาล/อปท.) ในปีงบประมาณ 2553 รัฐบาลได้จัดสรรงบ 727 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ให้ชุมชนท้องถิ่น หรือตำบลที่มีความเข้มแข็ง 3,155 ตำบล ในอัตรา 365 บาทต่อคนต่อปี หรือวันละ 1 บาท และให้ประชาชนร่วมสมทบในอัตราเดียวกัน และรัฐบาลจะขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมในการสมทบเงินกองทุนในแต่ละตำบลด้วย
ร่าง พรบ. การออมแห่งชาติ คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งเปิดโอกาสให้คนไทยแต่ละช่วงวัยสามารถออมเงินเพื่อสร้างหลักประกันยาม ชราภาพ และ/หรือเมื่อไม่สามารถทำงานได้ โดยที่แต่ละช่วงวัยจะสามารถออมเงินได้ในวงเงินที่กฎหมายกำหนด และรัฐจะสมทบเงินให้กับแต่ละคนที่ออม ในอัตราที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขอายุ
สวัสดิการเฉพาะเกษตรกร ได้แก่
- โครงการ ประกันรายได้เกษตรกร เป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาล เนื่องจากระบบการจำนำสินค้าเกษตรแบบเดิมก่อให้เกิดปัญหาโดยมุ่งเน้นให้ เกษตรกรตัวจริงเป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรง เป็นมิตรกับกลไกตลาด และไม่เป็นภาระของรัฐบาลมากนัก โดยประกาศราคากลางพืชผล (ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง) และประกันรายได้ให้แก่ผู้ผลิต โดยกำหนดปริมาณผลผลิตของเกษตรกร หากมีรายได้จากการขายสินค้าเกษตรในปริมาณดังกล่าวต่ำกว่าที่กำหนด รัฐบาลก็จะชดเชยให้ ซึ่งการปฏิบัติงานตามโครงการยังต้องมีการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่ง ขึ้น
- การประกันภัยพืชผล เป็นสวัสดิการอีกประเภทหนึ่งที่เกษตรกรต้องรับผิดชอบในการจ่ายค่าเบี้ย ประกันภัยเอง ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีการประกันภัยพืช เพียงชนิดเดียว คือ ข้าวโพด และคุ้มครองเฉพาะภัยแล้ง ใช้ดัชนีภูมิอากาศสำหรับภัยแล้งและดัชนีปริมาณน้ำฝนเป็นเครื่องตัดสิน เกษตรกรที่ทำประกันภัยพืชยังมีจำนวนน้อย เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เห็นประโยชน์ของ การประกันภัย ขณะนี้มีนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรอบการประกันภัยพืชผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม เพื่อเป็นการประกันภัยความเสียหายผลผลิตของเกษตรกรโดยการชดใช้ความเสียหาย แทนการจ่ายเงินช่วยเหลือ
- การประกันชีวิต เป็นสวัสดิการที่ผู้รับต้องจ่ายเงินเองเช่นกัน และเป็นที่แพร่หลายมาก เพราะกลไกการตลาดที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ
- ร่าง พรบ. จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชาวนา โดยที่กรมการข้าวได้เป็นเจ้าภาพหลักในการยกร่างกฎหมายและดำเนินการสอบถาม ความคิดเห็นจากประชาชนในภูมิภาคต่างๆ กฎหมายนี้มีลักษณะคล้ายกับ พรบ ประกันสังคม ต่างตรงที่ว่า แทนที่จะมีนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล ช่วยกันออกเงินสมทบ ก็เป็นเฉพาะชาวนา และรัฐบาล (รัฐจ่ายสองส่วน) เท่านั้น และในอนาคตก็จะขยายไปครอบคลุมเกษตรกรอาชีพอื่นๆ ที่เน้นชาวนาก่อน เพราะมีปริมาณมาก ฐานะยากจนกว่า และกำลังจะขาดแคลนชาวนารุ่นใหม่ เพราะไม่มีคนสนใจ เนื่องจากทำแล้วไม่เห็นอนาคต แม้เจ้าของเรื่องจะยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนจากชาวนา แต่ก็เป็นที่สังเกตว่า มีข้อปลีกย่อยหลายอย่างที่ยังมีผู้เห็นต่าง และที่สำคัญที่สุด ก็คือ จะมีความซ้ำซ้อนกับกองทุนประเภทอื่นๆหรือไม่
สวัสดิการที่ชุมชน หรือเกษตรกรจัดกันเอง ได้แก่
- การ จัดสวัสดิการจากฐานทรัพยากร การใช้ประโยชน์จากป่า น้ำ ดิน ชุมชน เกษตรในชนบทมีพื้นที่ส่วนใหญ่ใกล้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า ที่เป็นแหล่งอาหารและปัจจัย 4 อื่นๆ และบางแหล่งสามารถเป็นรายได้เสริมให้กับสมาชิกในชุมชนได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นป่าจะสามารถนำมาเป็นอาหารได้แล้ว ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของคนจน ที่จะนำวัตถุดิบมาใช้เป็นปัจจัยในการผลิตสินค้าที่สำคัญ ช่วยในเกษตรกรบางรายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แหล่งน้ำตามธรรมชาติช่วยให้เกษตรกรดำรงชีวิตvยู่ได้จากการอาศัยการหาปลาและ สัตว์น้ำอื่นๆเพื่อเลี้ยงชีพ และนอกจากนี้ในบางชุมชน แหล่งน้ำสาธารณะยังใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบที่จะนำปัจจัยการผลิตมาผลิตสินค้า ออกจำหน่ายเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ในขณะที่ทรัพยากรทางทะเลเป็นสวัสดิการความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของชุมชน ประมง ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่เกี่ยวพันกับความ อยู่รอดของชุมชนประมงพื้นบ้านที่ไม่มีปัจจัยและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย
- การ ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรส่วนบุคคล ในชุมชนการเกษตรการพึ่งพาอาศัยกันจากการใช้ทรัพยากรร่วมกับคนอื่น เช่น เกษตรกรสามารถจับปลาในพื้นที่นาของคนอื่นได้ ในกรณีที่ไม่ใช่ปลาเลี้ยง หรือสามารถหาผัก ผลไม้จากไร่สวนของคนอื่นได้ การใช้ประโยชน์ดังกล่าวจากทรัพยากรส่วนบุคคลจะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคง ทางอาหารเพิ่มขึ้นได้
-
การจัดสวัสดิการจากฐานวัฒนธรรม
3.1 การเกื้อกูลของครอบครัวและกลุ่มเครือญาติ เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่สังคมการเกษตรสร้างขึ้นมาเพื่อเกื้อหนุนต่อคนในครอบ ครัว เช่น การส่งข้าวปลาให้แก่ลูกหลานที่ไปทำงานรับจ้างหรืออาชีพอื่นๆ ในเมือง การขายผลผลิตทางการเกษตรเพื่อช่วยค่าเรียน ค่าเดินทางของลูกหลาน การดูแลยามเจ็บป่วย หรือยามชราภาพ เป็นต้น
3.2 การเกื้อกูลของระบบอุปถัมภ์ในชุมชน ในชุมชนชนบททั่วทุกแห่งของประเทศไทย มีระบบอุปถัมภ์ดำรงอยู่ เช่น ระบบการทำนาแบ่งกัน ระบบการเลี้ยงสัตว์แบ่งกัน ระบบการทำงานแรกกับปัจจัยการดำรงชีวิต เป็นต้น ระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนไม่ใช่เพียงแค่ความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร เท่านั้น แต่ยังเป็นความผูกพันทางใจระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้รับการอุปถัมภ์อีกด้วย
3.3 การจัดการของศาสนสถาน ในชุมชนของเกษตรกร ศาสนายังมีบทบาทสำคัญ ต่อการจัดสวัสดิการโดยชุมชน เช่น ในชุมชนชาวพุทธ วัดเป็นสถานที่บริการทางสังคมของคนจนและผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ในชุมชนชาวมุสลิม จะใช้ฏะฎีกา เป็นสถานที่อบรมของลูกเล็ก และใช้ปอเนาะ เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กโต โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียน เปิดโอกาสให้คนจนได้เข้าถึงการศึกษา นอกจากนี้ในชุมชนมุสลิม “ซากัต” เป็นระบบการใช้เหลือคนตามหลักการของศาสนาอิสลาม ที่ถือว่าเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมทุกคน ผู้มีรายได้ต้องสงเคราะห์ให้กับผู้ด้อยโอกาสร้อยละ 2.5 ของรายได้ต่อปี
3.4 การจัดสรรที่ดินทำกินแก่ผู้ยากไร้โดยชุมชน ที่ผ่านมาได้มีบางชุมชนได้รวมตัวกันต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินสาธารณที่ ถูกนายทุนยึดครอง และนำมาจัดสรรกันเอง ซึ่งสามารถจัดระบบการจัดสรรที่ดินเพื่อประโยชน์ของคนในชุมชนได้เป้นอย่างดี โดยมีกฎเกณฑ์ที่ชุมชนเห็นชอบร่วมกัน ทำให้สมาชิกของชุมชนที่เกี่ยวข้องได้รับที่ดินอย่างทั่วถึงกัน -
การ จัดสวัสดิการจากฐานงานพัฒนา ชุมชนได้รับเอารูปแบบการจัดสวัสดิการจากภายนอกเข้าไปดำเนินงานในชุมชน หลายอย่าง โดยกิจกรรมบางอย่างกิจกรรมที่ทำกันเอง หรือเริ่มต้นกันเองในชุมชน แต่บางกิจกรรมก็ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งเบื้องต้นจากองค์กรภายนอกทั้ง ภาครัฐ และภาคเอกชน เช่น
4.1 การจัดตั้งกลุ่มฌาปนกิจ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินงานของคนในชุมชนกันเอง และบางส่วนก็ได้รับการสนับสนุนการริเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน แต่การดำเนินการทั้งหมดจะมาจากชุมชน จุดมุ่งหมายของการจัดกลุ่มฌาปนกิจ เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกหรือคนในชุมชนเมื่อถึงแก่กรรม โดยการเก็บเงินจากสมาชิกไปช่วยเหลือครอบครัวผู้ถึงแก่กรรม
4.2 การจัดกลุ่มออมทรัพย์ / ธนาคารชุมชน / สถาบันการเงินชุมชน มีทั้งชุมชนเริ่มต้นขึ้นเอง กับได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกในการสนับสนุนการจัดตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ที่มีลักษณะการออมต่อเนื่องในทุกเดือน โดยไม่จำเป็นต้องออมมาก แต่จะต้องตั้งสัจจะว่าจะออมมากน้อยเท่าใด และต้องทำตามความตั้งใจนั้น อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการออมในชุมชนได้แพร่ขยายปาก ถึงขั้นบางพื้นที่เรียกว่า “ธนาคารชุมชน / สถาบันการเงินชุมชน ” การรวมกลุ่มในลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นระบบสวัสดิการที่สำคัญที่ช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาด้านการเงิน ต่างๆ ให้ได้มีโอกาสในการกู้เงินจากการออมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ของตนเองได้
4.3 การจัดกลุ่มกองทุนพัฒนาอาชีพ มักจะมีกลุ่มอาชีพในชุมชนได้รวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อการประกอบอาชีพ โดยการยืมเงินจากกลุ่มออมทรัพย์มาจัดตั้งเป็นกองทุนอาชีพ และได้คืนตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นระบบบริการสังคมที่ช่วยสร้างทางเลือกอาชีพให้แก่คนในชุมชนได้อย่าง ดี
4.4 การพัฒนากลุ่มธุรกิจชุมชน ธุรกิจชุมชนที่ชุมชนดำเนินการนั้นมีทั้งการรวมกลุ่มทำผลิตภัณฑ์ของชุมชน การรวมกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร และรายได้ของกลุ่มนำมาแบ่งปันให้กับสังคมโดยรวมบ้าง นำมาเป็นสวัสดิการของสมาชิกในกลุ่มบ้าง แล้วแต่การตกลงของสมาชิก ตามระเบียบของกลุ่มที่กำหนดไว้
เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีบทบาทในการจัดสวัสดิการแก่ประชาชนมาก ขึ้น และมักออกมาในรูปแบบการจัดเสริม เช่น เรื่อง ทุนการศึกษา ตั้งกองทุนพัฒนาอาชีพ เป็นต้น
3) สรุปคุณลักษณะของสวัสดิการที่ดี และเหมาะสมสำหรับเกษตรกร
- ระบบการจัดการ และบริการนั้นๆต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน
- ไม่ ทำลายความเป็นชุมชน ความเกื้อกูลของคนในชุมชน และส่งเสริมระบบธรรมาภิบาลชุมชน (การจ่ายเบี้ยยังชีพตรงไปยังบุคคลเป้าหมาย ทำให้ชุมชนเอาใจใส่ดูแลผู้สูงอายุน้อยลง เพราะไปคิดว่า ได้เงินยังชีพแล้ว)
- ครอบ คลุมเรื่องวิถีชีวิตโดยรวม เช่น อาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย เมื่อเจ็บไข้ได้รับการดูแล รักษา มีที่อยู่ที่ถูกสุขลักษณะ มีงานทำและรายได้ที่มั่นคง ได้รับความช่วยเหลือเมื่อได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หรือความเสี่ยงด้านอื่นๆ เช่น การผลิต ราคาปัจจัยการผลิต และผลผลิตที่เหมาะสม มีเงินและของใช้ที่จำเป็นอื่นๆยามแก่เฒ่า เมื่อยามตายก็มีคนจัดการงานศพให้อย่างสมฐานะ เป็นต้น
- ต้องมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรที่เป็นรูปธรรม
- ลดความเสี่ยง หรือกระจายความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรได้
4) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากสวัสดิการที่รัฐจัดให้
- กองทุนช่วยเหลือมีหลายกองทุน ต่างเน้นกลุ้มเป้าหมายเฉพาะ ขาดการประสานงาน และการเชื่อมโยง
- เมื่อ เกษตรกรสามารถหยิบยืมเงินจากหลายกองทุนได้ ใช้เงินมือเติบ เวลาชำระหนี้ ต้องหมุนเงินโดยยืมจากกองทุนหนึ่งหรือสถาบันหนึ่งเพื่อไปใช้หนี้ เมื่อชำระหนี้แล้วก็ขอยืมออกมาอีก ไปหมุนชะระหนี้อื่นต่อไป ทำให้ติดกับดัก วัฏจักรแห่งการเป็นหนี้
- รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆมักคิดเรื่องระบบ สวัสดิการที่ใช้เงินเป็นสื่อ ทำให้ต้องใช้เงินมาก แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่มากเท่าที่ควร มิหนำซ้ำ ยังส่งผลเสียให้แก่เกษตรกรอีกด้วย เกษตรกรจะรอความหวังจากรัฐ ไม่คิดพึ่งตนเองและพึ่งกันและกันมากเท่าที่ควร
5) ทุนที่น่าจะนำมาใช้เพื่อการจัดสวัสดิการแก่เกษตรกร
- ภาษีส่งออกสินค้าเกษตร
- ภาษีจากการนำเข้า และการซื้อขายสารเคมีเพื่อใช้กับภาคเกษตรกรรม
- ทุนจากแหล่งปัจจัยการผลิตที่มาจากฐานทรัพยากร
6) ความท้าทายต่อการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมกับเกษตรกร
- นโยบาย รัฐเกือบทั้งหมดมุ่งแก้ปัญหาปลายเหตุ และทำแบบแยกส่วน ไม่บูรณาการกัน แต่ละหน่วยยึดกฎหมาย อำนาจ ตลอดจนทรัพยากรของตนเป็นตัวตั้ง
- ทั้ง รัฐบาล เจ้าหน้าที่ และเกษตรกรเกือบทั้งหมดติดกรอบวิธีคิดเดิม คือ มองเงินเป็นเครื่องมือในการจัดสวัสดิการ ทั้งที่มีทุนทางสังคมอื่นๆที่ควรนำมาใช้
- ทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน ป่า น้ำ) ที่เป็นของรัฐ และ/หรือ เป็นที่สาธารณะ ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างสวัสดิการให้แก่คนในชุมชนเต็มที่นัก
- เกษตรกร ติดกับดัก และไม่เป็นอิสระจากห่วงโซ่อาหาร จากเดิม เกษตรกรเป็นผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้จำหน่วย และผู้บริโภค แบบเบ็ดเสร็จ มีอำนาจในการตัดสินใจชีวิตตนเองได้มาก แต่ปัจจุบันเป็นแค่กลไกเล็กกลไกหนึ่งของการผลิตสินค้าเกษตร และไม่สามารถควบคุมปัจจัยใดๆ หรือตัดสินใจอย่างอิสระได้เลย
- การจัด สวัสดิการมักเน้นไปที่ปลายเหตุ และช่วยเหลือแบบสงเคราะห์ ให้เปล่าก็มี เน้นความช่วยเหลือที่ฉุกเฉิน หรือ เกินกำลังของมนุษย์จะจัดการ แทนที่จะมองเรื่อง การป้องกัน การส่งเสริมให้ชุมชน เกษตรกรมีความสามารถในการจัดสวัสดิการที่เหมาะสมก่อนที่จะเกิดปัญหา หรือเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
- จะส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการแก่เกษตรกรอย่างยุติธรรม ได้อย่างไร (เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการคิดค่าบริการที่คุ้มค่า แต่เกษตรกรอาจไม่ต้องจ่ายเต็มราคา อาจขอให้รัฐบาลและ/หรือภาคส่วนอื่นๆที่ได้รับประโยชน์จากการทำธุรกิจต่อ เนื่องกับสินค้าเกษตรเป็นผู้ร่วมรับภาระ)
- ระบบสวัสดิการต่างๆที่มี จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกหลานเกษตรกรสืบทอดวิถีชีวิตเกษตรกรรมได้ อย่างไร เพราะขณะนี้ ระบบการศึกษา การสั่งสอนอบรมลูกหลาน การประกอบอาชีพและอัตราค่าตอบแทนการทำงาน ล้วนแต่ดึงเยาวชนให้ละทิ้งการเกษตรทั้งสิ้น โดยที่เกษตรกรยุคปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 50 ปี
- ที่ผ่านมา นโยบายด้านการเกษตรส่วนใหญ่ ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยประเภทต่างๆเกือบจะตามลำพัง มิหนำซ้ำนโยบายยังไม่คงเส้นคงวา เปลี่ยนตามตัวบุคคลตลอด
7) จะเดินหน้าต่อไปกันอย่างไร
- ใน หลายกรณี รัฐบาลมีเจตนาดี เนื้อหาของระบบสวัสดิการก็ดี แต่มีปัญหาเรื่องกระบวนการบริหาร จัดการ สื่อสาร ฯลฯ ต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ถูกจุด
- ควรมีการทบทวน ติดตามผล ปรับปรุงระบบการดำเนินงานของกองทุนต่างๆให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
- ยก เลิกระบบสวัสดิการที่เน้นระบบปัจเจกและสร้างการพึ่งพิงภาครัฐหรือคนภายนอก แต่ส่งเสริมระบบที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นทั้งผู้ให้ ผู้รับ ผู้ดำเนินการ เพื่อทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งมากขึ้น สามารถดูแลคนของตนเองได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
- บูรณาการกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน หรือใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน แม้จะต้องแก้ไขกฎหมายกี่ฉบับก็ต้องทำ
- เกษตรกรต้องรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านการผลิต การตลาด การแปรรูป
- พัฒนา ระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรม เช่น ระบบชลประทาน ระบบป้องกัน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง ระบบการตลาด ฯลฯ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการสาธารณูปโภคเหล่านั้น (อาทิ การจัดสรรน้ำให้แก่ภาคส่วนต่างๆในแต่ละช่วงเวลา)
- พัฒนาระบบคุ้มครอง เกษตรกรจากระบบที่เข้มแข็งกว่าที่รุกคืบหน้า แย่งชิงพื้นที่ทั้ง ในรูปแบบของทรัพยากรการผลิต การตลาด ภูมิปัญญา และพื้นที่ทางสังคม พื้นที่สำหรับวิถีชีวิต ของเกษตรกร (การจดทะเบียนพันธุ์พืช สัตว์ การค้าเสรีแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา การทุ่มตลาด/ครอบงำตลาด การโฆษณาชวนเชื่อ เกษตรพันธะสัญญา กฎหมายที่เน้นมาตรฐานที่สูงเกินความจำเป็น จนกระทั่งเกินภูมิปัญญาและทุนที่เกษตรกรขนาดเล็กมีอยู่)
8) ประเด็นสวัสดิการที่จำเป็นสูงสุดสำหรับเกษตรกร
- ที่ ประชุมมีความเห็นว่า ประเด็นที่ต้องเน้นมากที่สุด และเริ่มทำเป็นลำดับแรก คือ การลดความเสี่ยงเรื่อง ปัจจัยการผลิต ซึ่งไม่เพียงเรื่อง การเพิ่มความรู้ทางวิชาการ และการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องการป้องกัน รักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ ไม่ให้หลุดมือจากเกษตรกร เป็นของคนอื่นที่ไม่ใช่เกษตรกร สิทธิการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่เป็นฐานการผลิต (ดิน น้ำ ป่า) การคุ้มครองเรื่องพันธุกรรมท้องถิ่นโดยชุมชน การจัดหาแหล่งทุนที่ไม่คิดค่าดอกเบี้ยแพงเพื่อใช้สำหรับการลงทุนที่จำเป็น การใช้ปัจจัยการผลิตที่ไม่เป็นพิษต่อเกษตรกรและผู้บริโภค (อาทิ สารเคมี) ลำดับสอง คือเรื่อง การกำกับ ติดตามนโยบายภาครัฐที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตเกษตรกรโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากการทำ FTA กับต่างชาติ นโยบายต่างๆเหล่านี้ต้องถูกกำหนดโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกร ต้องทำแบบโปร่งใส ไม่ผูกติดกับผลประโยชน์ของนักการเมือง นักธุรกิจบางกลุ่ม และโครงการต่างๆต้องเป็นไปตามนโยบายหลักแห่งชาติ เช่น นโยบายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรรมยั่งยืน/เกษตรอินทรีย์ แต่มีการสั่งเข้า และให้ใบอนุญาตค้าขายสารเคมีเกษตรอย่างไม่รัดกุม ขาดกลไกติดตามเรื่องผลกระทบจากเกษตรพันธะสัญญา ทำให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบ นโยบายที่กล่าวถึงความสมดุลระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน ส่วนลำดับสาม ได้แก่ การหาทางป้องกันภัย หรือลดความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น (เช่น การประกันภัยพืชผล การจัดการระบบน้ำและโซนเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ)
- อย่าง ไรก็ตาม ที่ประชุมยังได้อภิปรายถึง ประเด็นสวัสดิการอื่นๆ อีก เช่น การรับประกันรายได้ การแก้ไขปัญหาหนี้สิน การรักษาวิถีการผลิต การจัดการเรื่องแรงงาน และการแก้ไขปัญหาเรื่อง ทัศนคติ และพฤติกรรมของเกษตรกร ซึ่งหากมีการแก้ไขตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ก็อาจทำให้ปัญหาย่อยๆหลายอย่างหมดไป
