ปัญหามาบตาพุดเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คนไทย โดยเฉพาะนักลงทุน ลูกจ้าง และชาวบ้านในพื้นที่ นักวิชาการและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่าจะมีทางออกอย่างไร จะเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือจะหาจุดสมดุลพัฒนาทุกด้านไปพร้อมๆกัน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไร และภาคประชาชนได้อ้างอิงถึง “โรคมินามาตะ” เป็นการตอบโต้กรณีที่ผู้แทนนักลงทุนจากญี่ปุ่นไปเร่งรัดให้รัฐบาลไทยเปิดไฟ เขียวให้โครงการต่างๆ เดินหน้าโดยเร็ว
เมื่อต้นเดือน มีนาคม ผู้เขียนมีโอกาสไปคุยกับผู้บริหารสำนักงานบรรเทาและฟื้นฟูชีวิตของผู้ตกเป็น เหยื่อโรคมินามาตะของจังหวัดคูมาโมโต้ (Kumamoto Prefectural Government) และแวะไปชมพิพิธภัณฑ์ที่เมืองมินามาตะ ซึ่งอยู่ในจังหวัดคูมาโมโต้ด้วย เป็นเมืองที่สวยมากอีกแห่งหนึ่ง เพราะมีทั้งภูเขา แม่น้ำ และอ่าว เป็นเมืองสะอาด สงบ แบบชนบททั่วไป และมีพื้นที่ทำการเกษตรมากพอสมควร ที่สำคัญคือ น้ำในแม่น้ำและทะเลสะอาดและปลอดภัย คนสามารถจับปลามากินได้ หากไม่มีใครบอก เราจะไม่เชื่อเลยว่านี่คือต้นกำเนิดของโรคมินามาตะ ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
ผู้ป่วยเป็นโรคมินามาตะจะมีอาการแตกต่างกันไป เช่น เดินไม่ตรงทาง, ใช้สายตามองได้แคบๆ, มือชา มือแข็ง ทำงานไม่ได้ หรือบางรายก็มือสั่น ฯลฯ เพราะสมองส่วนกลางถูกทำลาย สาเหตุของโรคเกิดจากการกินปลาและหอยที่มีสารปรอทเข้าไป หรือเป็นเด็กที่เกิดจากแม่ที่เป็นโรคนี้อยู่ สารปรอทเหล่านี้ไปอยู่ในทะเลได้ก็เพราะโรงงานชิดโซ (Chisso Corp.) ที่ผลิตสินค้าประเภทพลาสติกปล่อยน้ำเสียที่มีสารปรอทผสมลงไปในแม่น้ำที่ไหล ลงทะเลที่อ่าวมินามาตะ สถิติเมื่อเดือนตุลาคม 2552 สำนักงานบรรเทาฯได้ให้คำรับรองว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ รวม 2,271 คน เสียชีวิตไปแล้ว 1,648 คน ทั้งที่อยู่ในจังหวัดคูมาโมโต้ และจังหวัดข้างเคียงที่อยู่รอบอ่าวมินามาตะ แต่ที่น่าสนใจ คือ มีผู้ไปแจ้งว่าตนเองป่วยจากโรคนี้กว่า 30,000 คน ซึ่งกว่าที่สำนักงานฯจะรับรองว่าป่วยจริงหรือไม่ต้องผ่านการพิสูจน์ทางการ แพทย์ ซึ่งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี บางรายที่ไม่ผ่านการรับรอง ก็นำเรื่องไปฟ้องศาล เรียกค่าเสียหายจากสำนักงานก็มี ขนาดญี่ปุ่นซึ่งก้าวหน้าทางการแพทย์มากและมีศูนย์วิจัยโรคนี้โดยเฉพาะยังปวด หัวเรื่องการวินิจฉัยโรค หากเกิดปัญหาคล้ายๆกันในประเทศไทย เราจะไม่ลำบากกว่านี้หรือ
ประเด็นที่ผู้เขียนอยากเล่าสู่กันฟังเพื่อจุดประกายความคิดมีดังต่อไปนี้
- ผู้เขียนพบว่าคนญี่ปุ่นมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของมินามาตะค่อนข้างดี ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไม่ปิดบังข้อมูล ตรงกันข้ามกลับส่งเสริมให้เด็กนักเรียน เยาวชน และผู้คนทุกวัยได้ทราบข้อเท็จจริง ที่พิพิธภัณฑ์มินามาตะมีข้อมูลที่ละเอียดทุกแง่ทุกมุมไว้คอยบริการผู้เข้าเยี่ยมชม แถมนำเสนอได้น่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปนิทรรศการ วีดีทัศน์ ตัวอย่างของจริงที่อยู่ในเหตุการณ์ ภาพวาด โมเดล ฯลฯ จนทำให้คนมีสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมดี (รวมทั้งฉลาดเลือกกินอาหารที่ปลอดภัย เกษตรกรไม่ผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่ปลอดภัยขายแก่ผู้บริโภค – ผู้เขียน) มีผู้เข้าชมกว่าห้าแสนคนจากทั่วทั้งประเทศเหมือนกับที่นักเรียนไทยต้องไปชมท้องฟ้าจำลอง อดีตครูในท้องถิ่นเล่าว่านักเรียนและคนเมืองมินามาตะใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากกว่าเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น ทำให้ย้อนถามตัวเองว่า ทำไมประเทศไทยเราจึงไม่เผยแพร่ความรู้กันให้จริงจังแบบนี้ ทำไมไม่เอาปัญหาหรือวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นพิษให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ และสร้างสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดปัญหามลพิษที่จะตามมาในอนาคต
- ในอดีตโรงงานที่เป็นต้นเหตุเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองนี้ก่อน ที่โรงงานชิดโซมาตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2451 มินามาตะเป็นชุมชนเล็กๆมีคนอาศัยอยู่แค่ 12,040 คน แต่ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งเป็นปีที่ปัญหารุนแรง ประชากรของเมืองเพิ่มเป็น 50,461 คน ซึ่งเป็นพนักงานของโรงงานกว่า 10,000 คน เทศบาลเมืองเก็บภาษีจากโรงงานนี้ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ปัจจุบันนี้เหลือประชากรเพียง 28,843 คน และลดลงเรื่อยๆ โรงงานรับคนเข้าทำงานเพียงแปดร้อยกว่าคนเท่านั้น โรงงานและบริษัทอื่นๆที่เหลือล้วนมีขนาดเล็กรับพนักงานได้น้อยและทำธุรกิจ เกี่ยวข้องกับโรงงานนี้เกือบทั้งสิ้น คนรุ่นใหม่ล้วนต้องอพยพไปหางานที่เมืองอื่นๆ เดิมทีโรงงานผลิตปุ๋ยเคมี และต่อมาในปี พ.ศ. 2475-2511 ได้ขยายกิจการเพิ่มผลิตแผ่นพลาสติกที่ใช้ปูพื้นหรือทำเป็นหลังคากันฝนและ ผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่น คนท้องถิ่นเริ่มตระหนักว่าเกิดโรคมินามาตะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 (ตอนนั้นไม่รู้ว่าเป็นอะไร เกิดจากสาเหตุอันใด สังคมปั่นป่วน หวาดกลัวกันไปหมด) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ นพ.ฮาจิเมะ โฮโซกาว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลของโรงงานนั่นเอง ท่านเป็นคนแรกที่เตือนผู้บริหารโรงงานเรื่องปัญหานี้แต่ไม่มีใครรับฟัง และคุณหมอเองก็ต้องออกจากงานไป ช่วงที่คุณหมอใกล้เสียชีวิตก็ได้พูดอัดเทปผลการศึกษาของตน ซึ่งกลุ่มผู้ป่วยได้นำมาใช้เป็นหลักฐานในการสู้คดีกับโรงงานในศาล จนศาลตัดสินให้โรงงานต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (เมื่อปี พ.ศ. 2516) หากถามคนมินามาตะขณะนี้ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อโรงงาน ก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้ป่วยและผู้ไม่ป่วย แม้แต่บรรดาผู้ป่วยที่เป็นลูกจ้างโรงงานกับคนที่ไม่ได้เป็นก็ยังมีความเห็น ต่างกันเลยครับ แต่ที่น่าสังเกตคือ เขาไม่มาทะเลาะกันเองครับ (แต่ในช่วงแรกๆก็มีการถกเถียงกันมาก) แต่เอาประเด็นนี้ไปสร้างบทเรียนสอนใจคนรุ่นหลัง และกำหนดมาตรการด้านต่างๆทำให้เป็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยม เสียงส่วนใหญ่จะเอียงมาที่อยากให้โรงงานขยายกิจการและรับคนท้องถิ่นเข้า ทำงานมากกว่า เพราะขณะนี้เศรษฐกิจแย่ คนว่างงานมาก ที่จบมาแล้วก็หางานลำบาก และผู้เขียนคิดว่า ส่วนหนึ่งเขาก็คงมั่นใจในพลังของประชาชน รวมทั้งมาตรการของภาครัฐในการควบคุมไม่ให้โรงงานปล่อยสารพิษมาทำร้ายผู้คน และสิ่งแวดล้อมได้ ปัจจุบันโรงงานนี้ก็ยังดำเนินกิจการอยู่ เพียงแต่ยกเลิกกิจการที่สร้างปัญหาไปแล้วในปี พ.ศ. 2511
- กระบวนการต่อสู้ เรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สินของผู้ป่วยและธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมของชุมชน ตลอดจนผลกระทบต่ออาชีพชาวประมง ต้องใช้เวลานานทีเดียว และชาวบ้านเป็นผู้ลุกขึ้นมาทวงถามความเป็นธรรม ในยุคแรกไม่ใช้กระบวนการทางศาล เพียงแค่ฝ่ายบริหารบ้านเมือง (เทศบาลและรัฐบาลจังหวัดและระดับชาติ) ชาวบ้านและโรงงานเจรจากัน ฝ่ายโรงงานเป็นผู้บิดพลิ้วข้อตกลงเป็นครั้งคราว (ซึ่งก็เข้าใจได้ครับว่าไม่มีใครอยากรับผิดชอบค่าใช้จ่ายมากๆ โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าตนเป็นเป็นผู้ก่อปัญหา) มีการเดินขบวนประท้วง และการเจรจากันหลายครั้งหลายรอบมาก จนในที่สุดก็มีการดำเนินการในศาล แม้ในปัจจุบันศาลก็พยายามให้ทั้งผู้เสียหาย โรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเจรจาแก้ไขความขัดแย้งกันเองก่อน เพราะกระบวนการทางศาลใช้เวลานานมาก และศาลเองก็มีเรื่องอื่นๆ ทีต้องรับผิดชอบมากอยู่แล้ว
มีผู้ป่วยบางรายที่ตายไปแล้วหรือเป็นลูกจ้างของโรงงาน คนกลุ่มนี้มักไม่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิว่าเป็นผู้ป่วยด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่ยินยอมรับเงินค่าทำขวัญประมาณ 2 ล้านเยนแทน ในขณะที่ผู้ป่วยมีสิทธิรับค่าชดเชยตามระดับความสูญเสียต่อร่างกาย สูงสุดถึง 18 ล้านเยน – อัตราตามที่กฎหมายกำหนด ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2548 นอกจากนี้ยังได้รับการรักษาพยาบาลทุกโรคฟรี มีเงินรักษาตัวตามอาการเป็นรายเดือนตั้งแต่ 21,400 – 33,500 เยน, และมีเงินช่วยค่าครองชีพอีกปีละ ระหว่าง 67,000 – 170,000 เยน ตามอาการของโรค ทั้งนี้ ไม่นับรวมค่าทำศพ
รวมยอดเงินที่โรงงานต้องจ่ายชดเชยความเสียหาย ณ พ.ศ. 2550 รวม 154,400 ล้านเยน ซึ่งค่าเสียหายยังไม่หมดเท่านี้ครับ เพราะยังมีต้องรับผิดชอบต่อไปอีกจนกว่าผู้ป่วยจะเสียชีวิตหมด และยังมีคนที่อยู่ในกระบวนการเรียกร้องสิทธิว่าตนเองเป็นผู้ป่วยอีกนับหมื่นคน หน่วยงานรัฐ (เทศบาล จังหวัดและรัฐบาลกลาง) ก็โดยหางเลขไปด้วย ร่วมกันจ่ายไปแล้วนับหมื่นล้านเยน เฉพาะการฟื้นฟูรอบอ่าว ถมทะเลขนาดปริมาณ 1,300 ไร่ (โดยดูดเอาตมที่มีสารปรอทที่อยู่ใต้ทะเลมาใส่ถัง แล้วถมดินและทรายที่ไม่มีสารพิษลงไป) ก็หมดเงินไปแล้ว 48,500 ล้านเยน ทั้งรัฐบาลและประชาชนในพื้นที่ต่างก็เกรงว่าโรงงานจะล้มละลายหากต้องจ่าย เงินทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องหาเงินกู้ให้แก่บริษัทก่อนโดยการขายพันธบัตร ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรบริษัทจะชดใช้หนี้รัฐบาลต่างๆหมด คนไทยและรัฐบาลไทยน่าจะคำนึงถึงบทเรียนนี้กันให้มากๆ หากปล่อยปละละเลยเรื่องมลพิษหรือสารพิษไปเรื่อยๆ ต่อไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ และเข้าทำนอง “เสียน้อย เสียยาก เสียมาก เสียง่าย” และหากผู้มีอำนาจของรัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เขาเหล่านั้นควรต้องรับผิดชอบความเสียหายที่จะตามมาด้วย
- ในยุคแรกๆที่มีโรคนี้ คนในสังคมพากันตื่นกลัว เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคระบาด คนเมืองอื่น ตั้ง ข้อรังเกียจชาวเมืองมินามาตะถึงขนาดไม่ยอมรับเข้าทำงานทีเดียว แม้แต่คนในชุมชนเดียวกันก็ยังกีดกันผู้ป่วยออกจากสังคม รัฐบาลต้องใช้เวลาให้การศึกษาประชาชนมากกว่าคนจะเข้าใจ เลิกกลัว และยอมรับในความแตกต่าง (ความโชคร้าย หรือเคราะห์กรรมของผู้ป่วย) น่าสังเกตว่า ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดเป็นชาวประมงขนาดเล็ก ชาวเมืองหรือแม้แต่คนงานที่มีรายได้น้อย ไม่พอเลี้ยงครอบครัว ต้องออกไปหาปลามากิน ส่วนคนที่มีฐานะหน่อยมักไม่เป็นโรคเพราะมีเงินไปซื้อหมู ไก่ เนื้อกินได้ มิหนำซ้ำหลังเกิดปรากฎการณ์นี้ คนจนยังต้องเสียแหล่งอาหารธรรมชาติและ/หรืออาชีพตนไปอีก เป็นไปตามสมมุติฐานที่ว่า “ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร คนจนจะโดนก่อน และ/หรือหนักกว่าคนที่พอมีพอกินหรือคนรวยเสมอ“
ผู้เขียนหวังใจว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการป้องกันแก้ไขปัญหามาบตาพุด หรือพื้นที่อื่นๆ ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน วิชาการ กระบวนการยุติธรรม ธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ประชาสังคม และชุมชน จะเกิดดวงตาเห็นธรรม ช่วยกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปากท้อง สุขภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ เคารพในสิทธิ และศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมอยู่เย็นเป็นสุข และรัฐบาล ตลอดจนรัฐสภาจะสร้างนโยบาย ออกกฎหมายที่เหมาะสมให้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมนะครับ
โดย ผศ. ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 21 เมษายน 2553
