คนไทยมี “ขุมสมบัติ” ที่บรรพบุรุษสร้างสมให้ และสืบทอดกันมา คือ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศอย่างเพียงพอและเผื่อแผ่แก่ชาว โลกได้อีกจำนวนมาก ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงบ่อยครั้งในประเทศต่างๆ เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ผ่านมาปรากฏว่า ปริมาณเกษตรกรไทยมีน้อยลง คนรุ่นใหม่ไม่สืบทอดอาชีพเกษตรกรรม มิหนำซ้ำพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับทำการเกษตรก็ถูกใช้ไปเพื่อการ อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย รวมทั้งเริ่มเปลี่ยนการถือครองจากเกษตรกรไปสู่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่าง ประเทศ วิถีชีวิต “เกษตรกรรม” ซึ่งต้องเอื้ออาทรต่อกันและกัน และรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ เป็นบ่อเกิดของวิถีชีวิตแบบไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สามารถสร้างรายได้มหาศาล ก็จะเสื่อมโทรมลงเมื่อภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมไม่สามารถคงอยู่ได้
ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของคนไทยและชาวโลก หากแต่ยังสร้างปัญหาใหม่ให้กับสังคมไทย เพราะ “เกษตรกรรม” สามารถสร้างงานให้แก่คนจำนวนมาก ทั้งทางตรงและทางอ้อม และสร้างความมั่นคงของคนในด้านที่อยู่อาศัย มีศักยภาพในการสร้างสุขภาวะของคน ครอบครัว และชุมชน การสืบทอดวัฒนธรรมชุมชนด้านต่างๆ รวมทั้งสร้างสภาพนิเวศน์ที่สมดุล สวยงาม ได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ
ปัจจัยที่ทำให้เกษตรกรไทยและลูกหลานไม่สนใจยึดอาชีพนี้มีหลายประการ อาทิ ภาพลักษณ์ของอาชีพเกษตรกรรมที่ดูเสมือนต่ำกว่าอาชีพอื่น ต้องทำงานหนักทั้งปีในเรือกสวนไร่นา ต้องตากแดดตากฝน ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อันเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ในดินลดลง แมลง ศัตรูพืชอื่นๆเพิ่มขึ้น ความผันผวนของภูมิอากาศมากขึ้น ราคาสินค้าเกษตรไม่แน่นอนและถูกกำหนดโดยผู้บริโภคกับพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมักจะต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ผลิต ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประเทศต่างๆมีการเปิดเสรีทางการค้า ทำให้สินค้าเกษตรจากประเทศมหาอำนาจและประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนการผลิต ต่ำกว่าเข้ามาแย่งตลาดทั้งภายในและต่างประเทศอีก มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการครองชีพที่คล้อยตามกระแสบริโภคนิยมและ สูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบกับอาชีพอื่นที่ทำงานเป็นเวลา อยู่ในสำนักงานหรือโรงงาน มีรายได้เป็นเงินมากกว่า
ขณะเดียวกัน เกษตรกรไทยมีปัญหาสุขภาพมากขึ้น เพราะใช้สารเคมีเกษตรในจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งเพื่อการบำรุงดิน การกำจัดโรค แมลงและศัตรูพืช/สัตว์ จนเกิดปรากฎการณ์เกษตรกรไม่กินพืชผักเนื้อสัตว์ที่ตนเองผลิตเพื่อขายให้แก่ ผู้บริโภค เพราะตระหนักดีถึงเรื่องอาหารปนเปื้อนสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องเจ็บป่วย เสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลในทุกปี
การแก้ไขสถานการณ์ข้างต้น จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงหลายระบบที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร อาทิ ระบบการผลิต การตลาด การเงิน การศึกษาและจัดการเรียนรู้ของเกษตรกร การวิจัยและพัฒนาความรู้ใหม่ๆ กฎหมายที่เหมาะสมรวมทั้งเรื่องภาษี การช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมในรูปแบบต่างๆ สวัสดิการสำหรับผู้ด้อยโอกาส นโยบายการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การกำหนดแนวทางความร่วมมือและการค้ากับต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งภารกิจต่างๆนี้ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน หลากหลายสาขาชำนาญการ จาก เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน กลไกของราชการ ประชาสังคม และอาสาสมัคร ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และภาควิชาการ ทุกภาคส่วนที่เข้ามาร่วมมือกันต้องมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อพลิกฟื้น เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงระบบต่างๆอย่างบูรณาการ สร้างสรรค์ เร่งรัด ดำเนินการเชิงรุก เพราะสถานการณ์ภัยคุกคามต่างๆกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าว รัฐบาล และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน การรักษาความมั่นคงทางทรัพยากรและอาหาร กลุ่มนักวิชาการ จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิต เกษตรกร ชุมชนและสังคม (สปกช.) หรือ Policy Institute for Farmer Welfare, National Food Security and Community Empowerment – PIFE ขึ้น เพื่อเป็นอีกกลไกหนึ่งของประเทศในการสร้างความยั่งยืน ความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหารของประเทศและคนไทย การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบองค์รวมของเกษตรกรไทยและครอบครัว การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสังคมที่น่าอยู่
