จัดตั้งเมื่อ 15 พฤษภาคม 2543
สมาชิกแรกตั้ง 70 คน
สมาชิกปัจจุบัน 121 คน
อาชีพ ทำนา
ผลงานดีเด่น
ความคิดริเริ่ม
เดิมเกษตรกรในชุมชนบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ ซึ่งมีการทำนาเป็นอาชีพหลักและมีการเลี้ยงควายเพื่อใช้เป็นแรงงานไถนาและใส่ปุ๋ยคอกที่ได้จากการเลี้ยงควายลงในที่นาของตนเอง ต่อมาเมื่อระบบทุนและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้หลั่งไหลเข้าสู่ชุมชน เกษตรกรได้หันไปพึ่งพาเครื่องจักรกลในการทำนาและใช้ปุ๋ยเคมีแทนปุ๋ยคอก จึงได้ขายควายในคอกให้พ่อค้าออกไปทุกวันจนควายซึ่งเคยมีเต็มทุ่งนาหลายร้อยตัวลดลงเหลือไม่กี่สิบตัว การหายไปของควายในคอกถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรกล ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ทำให้ดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ เสื่อมโทรมลง กบ เป็ด ปู ปลา ซึ่งเคยมีอยู่เต็มห้วย หนอง คลอง บึงก็หายไป ทำให้ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีหนี้สินครัวเรือนละหลายหมื่นบาท จากปัญหารุมเร้าดังกล่าว ชุมชนจึงได้ตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองที่ละทิ้งควาย ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของชาวนาไป จึงได้รวมกลุ่มกันโดยใช้ชื่อ “กลุ่มอนุรักษ์ควายไทยบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ”เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณกระบือให้เพิ่มมากขึ้น อนุรักษ์กระบือไม่ให้สูญพันธุ์ ส่งเสริมการใช้แรงงานจากกระบือเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งเสริมให้ใช้มูลโค-กระบือทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี และอนุรักษ์ประเพณีเกี่ยวกับควายต่าง ๆ
ความสามารถในการบริหารและการจัดการ การอนุรักษ์ควายไทยบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ โดยมีความสามารถในการบริหารและจัดการ ดังนี้
- มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มฯ เพื่อดำเนินการกิจกรรมกลุ่ม จำนวนรวม 11 คน มีวาระ 5 ปี โดยจัดให้มีการประชุมกลุ่มทุก ๆ 3 เดือน และสมาชิกสามารถซักถามข้อสงสัยในการบริหารงานของคณะกรรมการ และเสนอแนะแนวทางการบริหาร ตลอดจนเสนอปัญหาในที่ประชุมของกลุ่มได้อย่างอิสระ
- มีระเบียบข้อบังคับกลุ่ม เช่น เกษตรกรที่จะเป็นสมาชิกจะต้องเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1 ปี เกษตรกรที่จะเลี้ยงแม่กระบือรุ่นแรกจะต้องส่งคืนลูกกระบือให้กลุ่ม เกษตรกรที่เลี้ยงแม่กระบือในรุ่นลูกที่ 1 และรุ่นต่อ ๆ ไปจะต้องส่งคืนลูกกระบือให้กลุ่มรายละ 1 ตัว กรณีที่ผู้เลี้ยงกระบือผิดสัญญากลุ่มจะเรียกคืนกระบือทั้งหมด ฯลฯ
- การให้สมาชิกยืมกระบือไปเลี้ยง จะไม่มีการทำหนังสือสัญญายืม แต่จะดำเนินการในรูป “สัญญาสัจจะ”กล่าวคือ สมาชิกกู้ยืมกระบือไปเลี้ยงต้องให้คำสัญญาต่อกลุ่มว่าจะดูแลเอาใจใส่กระบือเป็นอย่างดี โดยจะไม่จำหน่ายกระบือไปก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกลุ่มและหากกระบือเกิดการบาดเจ็บต้องรีบแจ้งให้คณะกรรมการทราบก่อนเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 กลุ่มสามารถมอบลูกกระบือให้กับสมาชิกรายใหม่ จำนวน 73 ราย
- มีแผนและแนวทางการพัฒนากลุ่ม เช่น ประชาสัมพันธ์คุณค่าของควายไทย ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควายไทย จัดตั้งโรงเรียนสอนการไถนา และส่งเสริมให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากมูลกระบือ
บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิก
- สมาชิกมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เช่น การประชุมกลุ่มทุก 3 เดือน สมาชิกทุกคนสามารถกู้เงินจากกลุ่มได้ รวมทั้งสามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูก
- สมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนและพัฒนากลุ่ม โดยการร่วมตัดสินใจกำหนดการรับแม่กระบือไปให้สมาชิกเลี้ยงโดยการประชุมตกลงตามมติของที่ประชุม
- สมาชิกเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมความรู้ในด้านการพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ควายไทยและสิ่งแวดล้อม
- สมาชิกได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่ม เช่น การรับเงินปันผลจากกองทุน
ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจ
จากการที่กลุ่มมีคณะกรรมการที่เข้มแข็งและมีการประชุมทำความเข้าใจกับสมาชิกโดยตลอด ทำให้กลุ่มมีกระบือหมุนเวียนของกลุ่ม จำนวน 66 ตัว จากการคืนกระบือจากสมาชิก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 528,000 บาท เพื่อจะได้ขยายให้กับสมาชิกรายใหม่ต่อไป และจากการดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ของกลุ่ม ปัจจุบันกลุ่มมีเงินทุนสำหรับบริหารจัดการ จำนวน 60,500 บาท
กิจกรรมสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ร่วมปลูกป่าบริเวณวัดในชุมชน จำนวน 8 ไร่ บริจาคกระบือ จำนวน 5 ตัว นำเงินรายได้ส่วนหนึ่งไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่น บำรุงศาสนา ทุนการศึกษา เป็นต้น
- อนุรักษ์ให้สมาชิกนำสมุนไพรมาใช้ในการบำรุงสุขภาพ ถ่ายพยาธิภายในและภายนอก ตลอดจนการรักษาการเจ็บป่วยของกระบือในกลุ่ม ในกรณีที่เป็นโรคไม่ร้ายแรง
- รณรงค์ให้สมาชิกใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี และให้ใช้น้ำหมักชีวภาพทดแทนการใช้สารไล่แมลงหรือสารฆ่าแมลง พร้อมสร้างจิตสำนึกให้กับลูกหลานเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติด้วย
ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2551, 2551.
