แนวคิด/ความเป็นมา
ก่อนที่จะมาทำเกษตรผสมผสานครอบครัวลำบากมาก บางปีข้าวไม่เพียงพอบริโภคในครัวเรือน เพราะเจอภัยธรรมชาติ คือ น้ำท่วม บางปีมีหนองกอเข้าทำลายข้าว ต้นกล้า แทบจะไม่เหลือให้บริโภค จึงซื้อเอาเซฟวินมาฉีด เพื่อลดปริมาณหนอนกอลง เคยทำนาโดยใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก จึงเป็นสาเหตุให้เป็นหนี้ ธ.ก.ส. เพื่อยืมเงินและปุ๋ยมาใส่แปลงนา ตอนนั้นแปลงเกษตรยังไม่ปรับใหม่ จึงเป็นแปลงเล็ก ๆ หลาย ๆ แปลง จัดการลำบาก สามีก็ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย แทบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมจากชมรมรักษ์ธรรมชาติมาชักชวนเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวอินทรีย์ จึงสนใจเพื่อระบบการผลิตเป็นการลดต้นทุน ปลอดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
รูปแบบ/ระบบการผลิต
เป็นแบบเกษตรผสมผสานมีการปรับพื้นที่ ขุดสระ โดยกิจกรรมหลัก ๆ ได้แก่ ทำนา ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงควาย เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด ซึ่งพืชที่ปลูกส่วนใหญ่ให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตจากแปลงพยายามจัดการอย่างเป็นระบบ ส่วนที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือนก็จะนำไปแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน และขายเป็นรายได้เสริม เช่น กล้วย มะม่วง มะกอกฝรั่ง พืชผัก เป็นต้น ในส่วนของการทำนาอินทรีย์ มีการปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่องทั้งปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด โดยผลผลิตนำไปขายให้แก่โรงสีข้าวของชมรมรักษ์ธรรมชาติ
นอกจากนี้นางปราณียังปลูกผักสวนครัวหมุนเวียน เพื่อนำผลผลิตไปจำหน่ายยังตลาดนัดสีเขียวที่เมืองกุดชุม โดยนำผลผลิตไปจำหน่ายทุกวันเสาร์ที่บริเวณสถานีขนส่งเก่า ส่วนงานกลุ่มในชุมชน ตนเองได้รวมกลุ่มน้ำเต้าหู้กับเพื่อนบ้านอีก 4 คน เพื่อหารายได้เสริม โดยการทำน้ำเต้าหู้ส่งทุก ๆ เช้า จัดเวรกันไปส่งตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่เป็นลูกค้าต้องการเท่ากับเป็นรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว
กิจกรรม/กระบวนการเรียนรู้
- การทำนาอินทรีย์
- การปลูกผักสวนครัวแบบอินทรีย์
- การแปรรูปน้ำเต้าหู้
ความสำเร็จ/ผลที่ได้รับ/จุดเด่น
- ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร มีพืชผักทุกอย่างที่ปลอดภัยเพราะปลูกเองได้ทุกอย่าง
- มีรายได้รายวัน รายเดือน รายปี ครอบครัวเป็นสุขและมั่นคง
