นายจิตติ อินทรเจริญ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย

สถานที่ติดต่อ
ที่อยู่: 
เลขที่ 37/151 หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง
รหัสไปรษณีย์: 
83200
จังหวัด: 
ภูเก็ต
ผู้ประสานงาน: 
นายจิตติ อินทรเจริญ
โทรศัพท์: 
076239379, 0815978910

การศึกษา  ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

สถานภาพ  สมรส

อาชีพ  เลี้ยงหอยแครง หอยมุก และแปรรูปผลิตภัณฑ์มุก

ผลงานดีเด่น

  • ด้านการเลี้ยงหอยแครง มีการวางระบบกรผลิตในฟาร์มให้มีผลผลิตในปริมาณที่เหมาะสมกับตลาดได้ทั้งปี เพื่อไม่ให้มีผลผลิตส่วนเกิน ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งราคาและคุณภาพ ทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคผลผลิตที่มีคุณภาพดี
  • ด้านการเพาะเลี้ยงมุก มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบ และผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โดยได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี 2549 เป็นต้น

ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค

  • ในปี 2537 เริ่มต้นเรียนรู้การทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในกิจการของครอบครัว (แม่มีหุ้นส่วน) ในบริษัท เอส พี ฟาร์มกุ้งกุลาดำ โดยเป็นพนักงานเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ หลังจากนั้นได้ย้ายมาอยู่แผนกร้านขายอาหารกุ้ง เริ่มจากพนักงานแบกหาม ขนส่ง ผู้ช่วยพนักงานขาย พนักงานขาย จัดซื้อ จนกระทั่งปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท
  • ปี 2538 ริเริ่มทำการเพาะเลี้ยงหอยแครงบริเวณชายฝั่งอ่างสะปำ ซึ่งเดิมบิดาเลี้ยงในทะเลน้ำลึกได้ผลผลิตน้อย จึงปรับทดลองเลี้ยงในพื้นที่ที่มีน้ำขึ้นลงแบบแห้งสนิทซึ่งได้ผลผลิตดีกว่า ไปพร้อมกับการเลี้ยงหอยมุกบริเวณเกาะมะพร้าวเป็นรายแรก
  • ความคิดริเริ่มด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในฟาร์มซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างในการเพาะเลี้ยงหอยแครง เช่น เครื่องคัดแยกหอยที่ดัดแปลงมาจากเครื่องคัดแยกผลไม้ และการใช้ระบบรอกในการทุ่นแรงในฟาร์ม
  • ปี 2540 ริเริ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกแบบครบวงจร มิใช่จัดจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจเกษตรสามารถพึ่งพาและยืนหยัดด้วยตนเอง
  • ปี 2546 เริ่มดำเนินการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง
  • ริเริ่มการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวใหม่ให้กับจังหวัด ที่มุ่งเน้นความรู้ควบคู่ความเพลิดเพลิน

ผลงานและความสำเร็จ

  • เป็นผู้เลี้ยงหอยแครงในบริเวณอ่าวสะปำ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ถึงปัจจุบัน พื้นที่ 322 ไร่ ปริมาณผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 483 ตัน มูลค่าผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 11.1 ล้าน ซึ่งราคาเฉลี่ย 23 บาท/กก. โดยมีการวางระบบการผลิตในฟาร์มให้มีผลผลิตในปริมาณที่เหมาะสมกับตลาดได้ทั้งปี ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งราคาและคุณภาพ
  • เป็นผู้เลี้ยงหอยมุก ในพื้นที่ 800 ตารางเมตร จำนวน 500 กระชัง ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 18,000 เม็ด/ปี มูลค่าเฉลี่ย 14.4 ล้าน ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับเกรดมุกที่ผลิตได้
  • ด้านการเพาะเลี้ยงมุก มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบและผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี 2549 เป็นต้น
  • การเน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกแบบครบวงจรมากกว่าขายวัตถุดิบมุกอย่างเดียว จะเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มุกเป็นจำนวนมหาศาล อันจะส่งผลให้อาชีพนี้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
  • การริเริ่มฟื้นฟูและจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง ในช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำ โดยดำรงตำแหน่งเลขานุการชมรม
  • จัดตั้งศูนย์จำหน่ายกุ้งโดยตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อลดการพึ่งพิงจากภาครัฐ และสามารถควบคุมราคาขายได้
  • ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ปี 2551

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ

  • เป็นคณะกรรมการริเริ่มฟื้นฟูการรวมกลุ่มจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้ง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นเลขานุการชมรม
  • เป็นประมงอาสาของกรมประมง
  • เป็นประธานองค์กรเกษตรสะปำพัฒนา
  • เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการประมงจังหวัดภูเก็ต
  • เป็นวิทยากรให้กับกลุ่มตัวแทนชุมชน และสถาบันการศึกษาที่เข้ามาขอศึกษาดูงานด้านการทำฟาร์ม การผลิต และการดำเนินการทางด้านตลาดทั้งหอยแครง และหอยมุก
  • เป็นคณะวิจัยร่วมระหว่างรัฐและเอกชนในการทำวิจัยที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงหอยมุก
  • เป็นคณะกรรมการชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งจังหวัดภูเก็ต
  • เป็นผู้บริจาคเปลือกหอย ประมาณ 6ตัน เพื่อสร้างฐานพระพุทธรูป

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

  • เริ่มผลิตลูกหอยแกลบ หอยมุกกวาง ปล่อยลงสู่ทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณพันธุ์หอยในธรรมชาติ โดยในช่วงต้นปี 2552 ปล่อยไปแล้วประมาณ 1 พันตัว และเป้าหมายปี 2553 ไม่ต่ำกว่า 1 แสนตัว
  • การเลี้ยงหอยแครงจะเป็นแนวกันชนการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เช่น อวนรุน และอวนลาก ทำให้พื้นที่ป่าขยายมากขึ้น เพราะเรือไม่สามารถเข้าไปทำลายป่าชายเลน ทำให้สัตว์น้ำสามารถหลบภัยและสืบพันธุ์ได้มากขึ้น และยังทำให้พื้นที่ป่าขยายเขตได้มากขึ้น
  • มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยการนำทุก ๆ ส่วนของหอยมุกมาใช้ประโยชน์ จนเกือบไม่เหลือของเสียไปสู่สิ่งแวดล้อม
  • เป็นผู้นำในการยื่นหนังสือคัดค้านกระบวนการการขุดคลองใหม่ของท่าเทียบเรือเอกชนแบบใช้หัวสว่านเจาะจนทำให้ต้องมีการระงับและทบทวนโครงการในที่สุด เพื่อหาวิธีการขุดที่เหมาะสมและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • ให้ทุนสนับสนุนโครงการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552”, 2552.

ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน
เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ
แหล่งเรียนรู้นวัตกรรม
แหล่งเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืน
แหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน