การศึกษา ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
สถานภาพ สมรส
อาชีพ เลี้ยงหอยแครง หอยมุก และแปรรูปผลิตภัณฑ์มุก
ผลงานดีเด่น
- ด้านการเลี้ยงหอยแครง มีการวางระบบกรผลิตในฟาร์มให้มีผลผลิตในปริมาณที่เหมาะสมกับตลาดได้ทั้งปี เพื่อไม่ให้มีผลผลิตส่วนเกิน ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งราคาและคุณภาพ ทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคผลผลิตที่มีคุณภาพดี
- ด้านการเพาะเลี้ยงมุก มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบ และผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โดยได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี 2549 เป็นต้น
ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
- ในปี 2537 เริ่มต้นเรียนรู้การทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในกิจการของครอบครัว (แม่มีหุ้นส่วน) ในบริษัท เอส พี ฟาร์มกุ้งกุลาดำ โดยเป็นพนักงานเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ หลังจากนั้นได้ย้ายมาอยู่แผนกร้านขายอาหารกุ้ง เริ่มจากพนักงานแบกหาม ขนส่ง ผู้ช่วยพนักงานขาย พนักงานขาย จัดซื้อ จนกระทั่งปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท
- ปี 2538 ริเริ่มทำการเพาะเลี้ยงหอยแครงบริเวณชายฝั่งอ่างสะปำ ซึ่งเดิมบิดาเลี้ยงในทะเลน้ำลึกได้ผลผลิตน้อย จึงปรับทดลองเลี้ยงในพื้นที่ที่มีน้ำขึ้นลงแบบแห้งสนิทซึ่งได้ผลผลิตดีกว่า ไปพร้อมกับการเลี้ยงหอยมุกบริเวณเกาะมะพร้าวเป็นรายแรก
- ความคิดริเริ่มด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ใช้ในฟาร์มซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างในการเพาะเลี้ยงหอยแครง เช่น เครื่องคัดแยกหอยที่ดัดแปลงมาจากเครื่องคัดแยกผลไม้ และการใช้ระบบรอกในการทุ่นแรงในฟาร์ม
- ปี 2540 ริเริ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกแบบครบวงจร มิใช่จัดจำหน่ายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ธุรกิจเกษตรสามารถพึ่งพาและยืนหยัดด้วยตนเอง
- ปี 2546 เริ่มดำเนินการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง
- ริเริ่มการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวใหม่ให้กับจังหวัด ที่มุ่งเน้นความรู้ควบคู่ความเพลิดเพลิน
ผลงานและความสำเร็จ
- เป็นผู้เลี้ยงหอยแครงในบริเวณอ่าวสะปำ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ถึงปัจจุบัน พื้นที่ 322 ไร่ ปริมาณผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 483 ตัน มูลค่าผลผลิตต่อปีเฉลี่ย 11.1 ล้าน ซึ่งราคาเฉลี่ย 23 บาท/กก. โดยมีการวางระบบการผลิตในฟาร์มให้มีผลผลิตในปริมาณที่เหมาะสมกับตลาดได้ทั้งปี ทำให้สามารถควบคุมได้ทั้งราคาและคุณภาพ
- เป็นผู้เลี้ยงหอยมุก ในพื้นที่ 800 ตารางเมตร จำนวน 500 กระชัง ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 18,000 เม็ด/ปี มูลค่าเฉลี่ย 14.4 ล้าน ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับเกรดมุกที่ผลิตได้
- ด้านการเพาะเลี้ยงมุก มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ วางระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบและผลิตภัณฑ์มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ในปี 2549 เป็นต้น
- การเน้นแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกแบบครบวงจรมากกว่าขายวัตถุดิบมุกอย่างเดียว จะเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มุกเป็นจำนวนมหาศาล อันจะส่งผลให้อาชีพนี้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
- การริเริ่มฟื้นฟูและจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งจังหวัดภูเก็ตอีกครั้ง ในช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำ โดยดำรงตำแหน่งเลขานุการชมรม
- จัดตั้งศูนย์จำหน่ายกุ้งโดยตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค เพื่อลดการพึ่งพิงจากภาครัฐ และสามารถควบคุมราคาขายได้
- ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1เกษตรกรดีเด่นสาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย ปี 2551
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ
- เป็นคณะกรรมการริเริ่มฟื้นฟูการรวมกลุ่มจัดตั้งชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้ง จังหวัดภูเก็ต โดยเป็นเลขานุการชมรม
- เป็นประมงอาสาของกรมประมง
- เป็นประธานองค์กรเกษตรสะปำพัฒนา
- เป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการประมงจังหวัดภูเก็ต
- เป็นวิทยากรให้กับกลุ่มตัวแทนชุมชน และสถาบันการศึกษาที่เข้ามาขอศึกษาดูงานด้านการทำฟาร์ม การผลิต และการดำเนินการทางด้านตลาดทั้งหอยแครง และหอยมุก
- เป็นคณะวิจัยร่วมระหว่างรัฐและเอกชนในการทำวิจัยที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงหอยมุก
- เป็นคณะกรรมการชมรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งจังหวัดภูเก็ต
- เป็นผู้บริจาคเปลือกหอย ประมาณ 6ตัน เพื่อสร้างฐานพระพุทธรูป
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ
- เริ่มผลิตลูกหอยแกลบ หอยมุกกวาง ปล่อยลงสู่ทะเล เพื่อเพิ่มปริมาณพันธุ์หอยในธรรมชาติ โดยในช่วงต้นปี 2552 ปล่อยไปแล้วประมาณ 1 พันตัว และเป้าหมายปี 2553 ไม่ต่ำกว่า 1 แสนตัว
- การเลี้ยงหอยแครงจะเป็นแนวกันชนการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เช่น อวนรุน และอวนลาก ทำให้พื้นที่ป่าขยายมากขึ้น เพราะเรือไม่สามารถเข้าไปทำลายป่าชายเลน ทำให้สัตว์น้ำสามารถหลบภัยและสืบพันธุ์ได้มากขึ้น และยังทำให้พื้นที่ป่าขยายเขตได้มากขึ้น
- มีการวิจัยและพัฒนาในกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์มุกให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยการนำทุก ๆ ส่วนของหอยมุกมาใช้ประโยชน์ จนเกือบไม่เหลือของเสียไปสู่สิ่งแวดล้อม
- เป็นผู้นำในการยื่นหนังสือคัดค้านกระบวนการการขุดคลองใหม่ของท่าเทียบเรือเอกชนแบบใช้หัวสว่านเจาะจนทำให้ต้องมีการระงับและทบทวนโครงการในที่สุด เพื่อหาวิธีการขุดที่เหมาะสมและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
- ให้ทุนสนับสนุนโครงการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552”, 2552.
