การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ 2
สถานภาพ สมรสกับนางทองเจือ บุญส่งแท้ มีบุตร 1คน มีธิดา 2 คน
อาชีพ เกษตรกรรม ปลูกผลไม้ พืชผักสวนครัว เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ชน
ผลงานดีเด่น
ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
สาเหตุที่มาประกอบอาชีพปลูกสวนป่า เนื่องจากในปี พ.ศ. 2537 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้เศรษฐกิจ ด้วยความที่เกษตรกรเป็นคนรักการปลูกต้นไม้ และคิดว่าไม้สัก ไม้ยางเป็นไม้ที่หายากและน่าจะมีราคาดีในอนาคต จึงได้เข้าร่วม “โครงการส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจ”โดยปลูกในพื้นที่ 21ไร่ ในช่วงแรกประสบกับปัญหาสภาพดินไม่ดี ทำให้ต้นไม้บางส่วนตายและในช่วงปี พ.ศ. 2541 เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตรเริ่มไม่แน่นอน ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกและบำรุงต้นไม้โดยอาศัยหลักตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง มาทำการปลูกต้นไม้แบบผสมผสาน โดยการปลูกพืช ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ผลและพืชผักสวนครัว รวมทั้งขุดบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 6 บ่อ และเลี้ยงไก่ชนในรูปแบบของวนเกษตรจนประสบผลสำเร็จ ทำให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี
ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ได้ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าไปแล้ว เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ ดังนี้
- ปี พ.ศ. 2537 ปลูกไม้สัก ไม้ยางนา เนื้อที่ 16 ไร่
- ปี พ.ศ. 2537 ปลูกไม้ประดู่ป่า เนื้อที่ 5 ไร่
โดยต้นยางนา สัก และประดู่ป่า มีระยะปลูก 2x2 เมตร มีการเจริญเติบโตที่ดี ลำต้นเปลาตรง เปอร์เซ็นต์การรอยตายประมาณ 90% โดยปลูกแบบผสมผสานในรูปแบบวนเกษตรร่วมกับไม้ผลและพืชผักสวนครัว เช่น มะพร้าว ขนุน มะปราง กล้วย ไผ่รวก ข่า ทำการยกร่องปลูกเพื่อระบายน้ำเข้าร่องให้กับต้นไม้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น โดยมีการขุดบ่อเลี้ยงปลาด้วย ใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติในการปลูก เช่น ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจากใบไม้ และกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานจากคน 10 ครั้ง/ปี การลิดกิ่ง/ตัดสางขยายระยะทำ 10 ครั้ง/ปี สำหรับการป้องกันและกำจัดแมลงใช้วิธีธรรมชาติ และใช้คันดินเป็นแนวกันไฟ โดยเกษตรกรมีรายได้ประมาณ 200,000 บาท/ปี
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
เป็นผู้นำในการปลูกสวนป่าและเป็นผู้นำการอนุรักษ์ป่าชุมชนโดยชักชวนให้สมาชิกในชุมชนปลูกต้นไม้แบบผสมผสาน เป็นแบบอย่างให้กับเพื่อนบ้านและแจกกล้าไม้ให้กับชุมชน ในปี 2548สำนักงานป่าไม้สาขา (จังหวัดพิษณุโลก) ในขณะนั้นดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรปลูกสร้างสวนป่าในด้านต่าง ๆ ได้คัดเลือกแปลงปลูกป่าของ นายทวน บุญส่งแท้ เป็นแปลงสาธิต เพื่อใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานของหน่วยงานต่าง ๆ และผู้ที่สนใจ ในการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่เอกชน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการประกอบอุตสาหกรรมไม้ โดยมีหน่วยงานและผู้สนใจมาศึกษาดูงานอย่างกว้างขวาง เช่น มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชมงคลศรีวิชัย จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งเกษตรกรที่ปลูกสวนป่าในอำเภอวัดโบสถ์และผู้สนใจในการปลูกสร้างสวนป่าทั่วไป
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผลประโยชน์ทางตรงจากสวนป่าที่ได้รับ คือ การมีรายได้จากการขายไม้สวนป่า เป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศและเพิ่มปริมาณไม้ใช้สอยให้มากขึ้น เป็นการช่วยลดการบุกรุกตัดไม้ในป่าธรรมชาติได้เป็นอย่างมาก ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมของสวนป่าเป็นการสร้างความร่มรื่นและชุ่มชื้นให้แก่สภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี โดยสวนป่าเป็นระบบนิเวศที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หากปลูกพืชหลายชนิดความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ก็จะมากตามไปด้วย สวนป่าของนายทวน บุญส่งแท้ ถือได้ว่ามีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด ถึงแม้สวนป่าจะมีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก ก็สร้างความชุ่มชื้นร่มเย็นให้กับสภาพแวดล้อมได้มาก ช่วยลดความรุนแรงของกระแสลม และกระแสน้ำไหลบ่าหน้าดินได้เป็นอย่างดี การดำเนินกิจกรรมในสวนป่าอย่างนักอนุรักษ์มีการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี มีการปลูกป่าแบบผสมผสาน จึงเป็นการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพอีกทางหนึ่ง
จากประวัติและผลงานการปลูกสร้างสวนป่าที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนการเสียสละและอุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของนายทวน บุญส่งแท้ จึงสมควรได้รับประกาศเกียรติคุณให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกสวนป่า ประจำปี 2552 เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรรายอื่น และเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลสืบไป
ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552”, 2552.
