การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
สถานภาพ สมรสกับนางบุญนาค แซ่ลี้ มีบุตร-ธิดา 2 คน
ผลงานดีเด่น
ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
นายทำนนท์ แซ่ลี้ เริ่มจากอาชีพรับจ้างขับรถบรรทุก และเช่าที่ดินทำไร่อ้อยที่อำเภอบ้านบึง ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง แต่จากการที่เป็นคนมีมานะบากบั่นไปย่อท้อต่ออุปสรรคพยายามเก็บหอมรอมริบเงินทอง จนสามารถที่จะซื้อที่ดินที่อำเภอพนัสนิคมเป็นของตนเองได้ เนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ ในปี 2526 ระยะแรกทำไร่มันสำปะหลัง แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ จึงเริ่มมีความคิดว่าทำอย่างไร จะมีรายได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ จึงได้ไปปรึกษาขอรับคำแนะนำจากสถานีพัฒนาที่ดินชลบุรี เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินได้ให้คำแนะนำกับนายทำนนท์ ถึงสภาพปัญหาในพื้นที่ทำการเกษตรของนายทำนนท์ มี 2 ส่วนใหญ่ คือ สภาพดิน ลักษณะดินค่อนข้างเป็นทราย ดินมีอินทรียวัตถุต่ำ ธาตุอาหารพืชต่ำ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และพื้นที่ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงต่อรายได้
เจ้าหน้าที่ได้เสนอแนะให้นายทำนนท์ ให้ความสำคัญกับดินในพื้นที่เป็นลำดับแรก โดยนำหลักวิชาการการพัฒนาที่ดินมาใช้ในแปลงปลูกตั้งแต่การวางแผนการปลูกพืชให้หลากหลายเหมาะสมกับสภาพดินและการปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต การอนุรักษืดินและน้ำในพื้นที่ ซึ่งนายทำนนท์ได้ให้ความสนใจและศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เริ่มจากการลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง วางแผนแบ่งพื้นที่ปลูกพืชหลากหลายตามความเหมาะสมของดิน ได้ปลูกพืชผักสวนครัว 3 ไร่ ปลูกไม้ผล มะม่วง ขนุน มะพร้าว 14 ไร่ ทำไร่มันสำปะหลัง 3 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 1 ไร่ ทำนาและบ่อปลา 3 ไร่ โรงเรือนและบ้าน 1 ไร่ ผลจากการดำเนินการปฏิบัติพัฒนาที่ดิน เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของดินที่ดีขึ้น ดินเริ่มอุ้มน้ำขึ้น พืชผลทนแล้งได้ยาวนานขึ้น คุณภาพและผลผลิตก็ดีขึ้น ที่สำคัญยังลดต้นทุนการผลิตการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงลงได้มาก ต่อมาในปี 2542 เข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ใช้พื้นที่ลุ่มปลูกข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ขุดบ่อเลี้ยงปลา พร้อมทั้งทำเกษตรผสมผสาน ปี 2544 ได้เริ่มทำการเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังจนเป็นที่รู้จักของชุมชนโดยเฉพาะพืชผักปลอดสารพิษ และมีความพยายามจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ส่งเสริมการผลิต และการใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ การใช้ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดินในพื้นที่จนประสบผลสำเร็จ และขยายผลไปสู่เพื่อนบ้าน
ผลงานและความสำเร็จ
นายทำนนท์ แซ่ลี้ ได้นำเอาความรู้และหลักวิชาการพัฒนาที่ดินไปปรับใช้ในพื้นที่อย่างเป็นระบบ สามารถพลิกฟื้นผืนดินจากดินที่เสื่อมโทรมไปสู่พื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ หลากหลายด้วยพืชพรรณ ระบบนิเวศน์ที่ดีกลับคืนมา และมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร โดยที่ไม่มีหนี้สิน ดังนี้
- การวางแผนการปลูกพืชหลายชนิดให้เหมาะสมกับสภาพดิน โดยแบ่งพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล พืชไร่
- ปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทำใช้เอง เช่น ปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด.1 น้ำหมักชีวภาพจากสารเร่ง พด.2 สารไล่แมลงจากสารเร่ง พด.7ใช้ในแปลงผักปลอดสารพิษ การปลูกพืชปุ๋ยสด และสับกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เมื่ออายุ 55-60 วัน การใช้ปุ๋ยคอก
- การขุดบ่อน้ำไร่นาในที่ลุ่ม เพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้เสริมในช่วงฝนทิ้งช่วง
- การปลูกหญ้าแฝกรอบแหล่งน้ำ และล้อมรอบพื้นที่ เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ
- การไถกลบตอซังพืชแทนการเผา
- มีรายได้จากภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ได้นำหลักวิชาการพัฒนาที่ดินไปใช้ในพื้นที่เกษตรผสมผสาน เกษตรทฏษฎีใหม่ มีรายได้หมุนเวียนทุกเดือน รวมรายได้ทั้งปี 186,400 บาท เฉลี่ยเดือนละ 15,533 บาท ไม่มีหนี้สิน มีฐานะความเป็นอยู่มั่นคงตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รายได้หลักประกอบด้วย พืชผักปลอดสารพิษ ปีละ 65,500 บาท มันสำปะหลัง ปีละ 40,000 บาท ไม้ผล ปีละ 25,400 บาท ไม้ดอกไม้ประดับ ปีละ 24,000 บาท กล้วย ปีละ 15,000 บาท และจากการเลี้ยงปลาปีละ 5,000 บาท
- พื้นที่ทำการเกษตร ได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของกรมพัฒนาที่ดิน มีเกษตรกรและเจ้าหน้าที่สนใจเข้าเยี่ยมชมในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
- ผลงานที่ทำการเกษตรได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดชลบุรี รางวัลคนดีศรีเมืองชล ด้านเกษตรกรรม และรางวัลปราชญ์ชาวบ้าน รางวัลเกษตรกรต้นแบบของกรมการพัฒนาชุมชน
- สามารถขยายเครือข่ายการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี มีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ มีระบบบริหารจัดการภายในกลุ่มที่เข้มแข็ง
ความเป็นผู้นำและเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ
เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรและกรรมการต่าง ๆ เช่น กลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีด้านการเกษตร กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กรรมการหมู่บ้านโครงการพัฒนาหมู่บ้านตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลหนองเหียง เป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้และสาธิตการพัฒนาที่ดิน การเกษตรอินทรีย์ เป็นหมอดินอาสาประจำจังหวัดชลบุรี ทำหน้าที่ประสานกับหมอดินอาสาประจำอำเภอ และหมอดินอาสาประจำตำบล ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสถานีพัฒนาที่ดิน เพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาที่ดินให้ลงสู่เกษตรกรในพื้นที่ เป็นต้น
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นำหลักวิชาการพัฒนาที่ดินมาใช้ในพื้นที่จนสามารถพลิกฟื้นผืนดินคืนความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ดิน ทำให้ทรัพยากรดินได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสู่ความยั่งยืน ตลอดจนระบบนิเวศวิทยาในพื้นที่ดีขึ้น
ที่มา:กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2552”, 2552.
