นายนาคร ว่องวัฒนาการ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติอาชีพทำสวน

สถานที่ติดต่อ
ที่อยู่: 
เลขที่ 2/3 หมู่ที่ 6 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม
จังหวัด: 
กรุงเทพมหานคร
ผู้ประสานงาน: 
นายนาคร ว่องวัฒนาการ
โทรศัพท์: 
024217505, 0815146503

การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ 5

สถานภาพ สมรส กับนางทองสุข ว่องวัฒนาการ มีบุตรชาย 1 คน

ผลงานดีเด่น

ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค

นายนาคร ว่องวัฒนาการ เริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์เพราะคุณพ่อถึงแก่กรรม โดยใช้เวลานอกเหนือจากเวลาเรียนช่วยคุณแม่ปลูกผักหลายชนิด เมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนช่วยครอบครัวปลูกผักขายที่ปากคลองตลาด จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2529 แต่งงานมีครอบครัวและได้แยกครอบครัวออกมาเริ่มอาชีพทำสวนปลูกผักด้วยตนเอง โดยคุณแม่แบ่งพื้นที่ให้จำนวน 3 ไร่

  • ในปี พ.ศ. 2532 มีเงินทุนสะสมมากขึ้น จึงหันมาปลูกกระเจี๊ยบเขียวซึ่งเป็นพืชที่น่าสนใจ และมีตลาดต่างประเทศรองรับในพื้นที่สวนเดิมส่งขายให้กับบริษัทส่งออก โดยกระเจี๊ยบเขียวที่ปลูกมีคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับของบริษัทส่งออก
  • ในปี พ.ศ. 2537 หลังจากประสบความสำเร็จในการปลูกกระเจี๊ยบเขียว ทำให้มีเงินทุนสะสมมากขึ้น จึงมองหาทางเลือกเพื่อปลูกพืชตัวใหม่ ประกอบกับเห็นว่ากล้วยไม้เป็นพืชที่ใช้แรงงานในการดูแลน้อย และไม่ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่บ่อย ๆ แม้ว่าจะลงทุนสูงกว่าก็ตาม แต่ผลตอบแทนที่ได้น่าจะดีและมีความมั่นคงกว่า จึงได้ศึกษาและเริ่มทดลองปลูกกล้วยไม้บนพื้นที่ 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนประมาณ 600,000 บาท มีการขยายผลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นของตนเอง มีพื้นที่ 2 แปลง รวม 30 ไร่ ปลูกกล้วยไม้สกุลหวาย 3 สายพันธุ์ คือ บอมโจแดง บอมโจขาว และมอคคาร่า นอกจากนี้ยังมีความคิดริเริ่มและผลงานต่าง ๆ ดังนี้
    1. การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชาวสวนกล้วยไม้ โดยเป็นผู้ริเริ่มการส่ง SMS แจ้งราคาและข่าวสารแก่ชาวสวนกล้วยไม้ เพื่อให้ชาวสวนทราบภาวะราคา ณ ปัจจุบัน จะได้สามารถจัดการกับผลผลิตของสวนตนเองได้ถูกต้อง ไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ซึ่งกิจกรรมนี้มีผลต่อวงการกล้วยไม้มากช่วยชี้นำราคาให้กับชาวสวนได้ระดับหนึ่ง
    2. การใช้กากชาผงในสวนกล้วยไม้ ซึ่งปัญหาหนึ่งที่พบในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ คือ หอยที่กัดกินทั้งราก ตาหน่อ ตลอดจนถึงดอกกล้วยไม้ วิธีที่ใช้ได้ผลดีคือการนำกากชาผงมาใช้หว่านลงบนเครื่องปลูกเพื่อฆ่าหอย แต่เกิดปัญหาเรื่องความไม่สม่ำเสมอในการหว่านและทำได้ช้า จึงคิดประดิษฐ์เครื่องพ่นกากชาขึ้น ทำให้หว่านพ่นได้เร็วกว่าเดิม ใช้เวลาไร่ละประมาณ 20 นาที
    3. ลดการใช้เนื้อไม้ในการจัดทำโรงเรือน เนื่องจากโรงเรือนกล้วยไม้ซึ่งแต่เดิมใช้ไม้ทำให้มีต้นทุนสูงมากจึงหาวัสดุอื่นมาทดแทน โดยภายในโรงเรือนได้ทดลองใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น เหล็ก และคอนกรีต มาจัดทำเพื่อลดต้นทุนและยืดอายุการใช้งาน
    4. การประดิษฐ์เครื่องเจาะซาแลน เพื่อเพิ่มแสงให้กับกล้วยไม้ โดยใช้เครื่องวัดแสงมาตรฐานเปรียบเทียบและคำนวณพื้นที่ในการเจาะเพื่อให้ได้แสงที่พอเหมาะ เสียค่าใช้จ่ายไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท ถูกกว่าถึง 20 เท่า และเมื่อกล้วยไม้ออกดอกดกมากขึ้นก็ทำให้มีรายได้มากขึ้นถึง 2 เท่า
    5. การบังคับกล้วยไม้ให้ออกดอกในฤดูแล้ง เนื่องจากฤดูฝนกล้วยไม้มักมีราคาถูก จึงหาวิธีบังคับให้ออกดอกน้อยที่สุด เพื่อออมแรงและตาดอกไว้ เมื่อถึงช่วงฤดูแล้งจึงเร่งให้ออกดอกเต็มที่ โดยใช้วิธีการราดสารเคมีและจัดการกับสภาพต้นกล้วยไม้
    6. การใช้มอเตอร์ติดบนแพเพื่อให้น้ำกล้วยไม้ โดยพบว่าน้ำบริเวณผิวน้ำได้สัมผัสอากาศและแสงแดด จะมีคุณภาพดีกว่าน้ำส่วนล่าง จึงใช้มอเตอร์ติดบนแพเพื่อให้ดูดเฉพาะผิวน้ำอยู่เสมอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วชาวสวนมักจะปล่อยให้ท่อดูดน้ำจากท้องร่อง ทำให้ไม่สามารถดูดน้ำบริเวณผิวน้ำที่มีประโยชน์ได้
    7. ใช้เสียงเพลงกับสวนกล้วยไม้ มีการติดตั้งลำโพงเล็ก ๆ ไว้ทั่วสวน เพราะเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยให้สุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงานในสวนดีขึ้น และจากการสังเกตพบว่า การระบาดของแมลงจะน้อยกว่าสวนอื่น แต่เดิมจะใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุอาหารเสริมมาติดกับลำโพง ใช้ได้ประมาณ 6-7 ปีเริ่มหมดอายุ ดังนั้นปัจจุบันจึงนำหม้อนึ่งข้าวเหนียวมาคว่ำติดกับลำโพง สามารถช่วยป้องกันแดดและฝนได้
    8. การวิเคราะห์น้ำก่อนใช้ประโยชน์ เนื่องจากสวนกล้วยไม้มีปัญหาเรื่องน้ำเป็นกรด และค่า pH ต่ำมาก น้ำเป็นสีสนิมแดงของเหล็กไม่สามารถนำมารดกล้วยไม้ได้ จึงนำน้ำไปตรวจวิเคราะห์กับกรมพัฒนาที่ดิน และโครงการแกล้งดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และหาทางแก้ไขจนกระทั่งปัจจุบันน้ำที่ใช้รดกล้วยไม่มีค่า pH ประมาณ 6 สามารถใช้รดกล้วยไม้ได้
    9. การออกแบบสวิตซ์รีโมทในการปิดเปิดปั๊มน้ำ ปัญหาหนึ่งของสวนกล้วยไม้คือการปิดเปิดปั๊มน้ำหรือปั๊มฉีดยา ทำให้ต้องเสียเวลาเปิดสวิตซ์แล้วเดินเข้าสวนไปรดน้ำ ปั๊มสึกหรอและสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าโดยที่ยังไม่ได้ใช้งาน จึงออกแบบสวิตซ์รีโมทใช้แก้ปัญหานี้ ต้นทุนการทำไม่สูงเพราะใช้สายไฟเล็ก ๆ โยงไปจุดที่ต้องการติดตั้งสวิตซ์ จะติดตั้งจุดใดก็จุดก็ได้ เมื่ออยู่ในสวนจะใช้น้ำหรือรดน้ำก็สามารถเปิดสวิตซ์ที่ใกล้ที่สุดได้ และเมื่อใช้เสร็จผู้ใช้ซึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว ก็สามารถปิดสวิตซ์ที่ใกล้ที่สุดได้เลย
    10. ออกแบบอ่างผสมสารเคมีใช้เอง โดยสวนกล้วยไม้เกือบทั้งหมดจะก่ออ่างผสมสารเคมีเพื่อใช้ปั๊มฉีดพ่น เส้นผ่าศูนย์กลางมีขนาด 1-4 เมตร ความสูง 1-1.5 เมตร แล้วแต่ขนาดสวน ปัญหาของอ่างผสมสารที่ใหญ่มาก คือ การตกตะกอน หรือความเข้มข้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสวนที่ทำแต่เดิมใช้ใบพัดหรือใช้ปั๊มน้ำดูดจากส่วนล่างมาส่วนบนบ้าง ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ จึงออกแบบใบพัดแล้วคำนวณทดรอบให้ช้าเร็วตามสภาพอ่างและความต้องการ อุปกรณ์ที่ใช้อยู่กับสารเคมีทั้งหมดไม่มีการผุกร่อน ไม่ต้องบำรุงรักษามาก ทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่คำนวณปริมาณน้ำในอ่าง คำนวณรอบในการทดองศาใบพัด ตลอดจนการเชื่อมติดตั้งแสตนเลส ซึ่งนอกจากทำใช้เองแล้วยังรับปรึกษาออกแบบให้กับสวนของเพื่อน ๆ อีกหลายสวน ใช้โดยไม่คิดค่าแรงด้วย
    11. เทคนิคการใช้ปั๊มไดโว่กับกล้วยไม้ ระบบการดูดน้ำทิ้งของสวนกล้วยไม้ส่วนใหญ่ใช้ท่อขนาด 6-12 นิ้ว ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก เนื่องจากน้ำที่ระบายออกจะไหลมาตามใต้โต๊ะที่ปลูกกล้วยไม้ และบางส่วนขังอยู่เป็นปัญหากับทางเดินทำให้ดินทางเดินอ่อนตัวและเสียหายง่าย จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ปั๊มน้ำไดโว่ขนาดเพียง 3 นิ้ว เลือกคุณสมบัติที่ดูดน้ำได้มาก แรงดันน้อยและใส่สวิตซ์ลูกลอยไว้ 1 ตัว ระบบนี้ไม่ต้องควบคุมดูแล เมื่อระดับน้ำในบ่อน้ำทิ้งสูงขึ้นปั๊มก็จะทำงาน เมื่อน้ำไหลมาไม่ทันจะน้ำลดลงได้ระดับปั๊มก็จะปิด รอจนน้ำไหลมาจนได้ระดับสลับกันเช่นนี้ จนกระทั่งสวนแห้งโดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนสวนจะแห้งเร็วที่กว่าสวนที่ใช้ท่อขนาดใหญ่เสมอ และใช้พลังงานน้อยกว่าซึ่งขณะนี้เริ่มมีการใช้ระบบนี้กันมากขึ้น

แนวคิดในการทำงานคือ วางแผนดี มีความรอบคอบ รับผิดชอบงาน

ผลงานและความสำเร็จ

ปัจจุบันสวนกล้วยไม้ได้ผ่านการรับรองคุณภาพการผลิตที่ถูกหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) จากกรมวิชาการเกษตรซึ่งมีผลทำให้คุณภาพดอกกล้วยไม้ ปริมาณและผลผลิตที่ได้ตรงตามแผนการผลิตที่วางไว้ อีกทั้งมีการปรับใช้เทคโนโลยีการผลิตจากเดิมนับตั้งแต่การปรับเปลี่ยนโรงเรือน การเปลี่ยนซาแลนพรางแสงในโรงเรือน การใช้เครื่องปั๊มน้ำบังคับการออกดอกในช่วงฤดูแล้ง เป็นต้น โดยมีการทำสวนกล้วยไม้อย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่จากเดิม 30 ไร่ ไปซื้อที่ดินแปลงที่ 3 อีก 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลหลักชัย อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2550 ลงทุนทั้งสิ้น 329,825 บาท/ไร่ และคาดว่าจะเริ่มมีผลผลิตขายได้ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551 ซึ่งจะสามารถคืนทุนได้ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี

  • ปี พ.ศ. 2545 ได้รับการคัดเลือกเป็นสวนกล้วยไม้คุณภาพอันดับ 1 จากการประกวดสวนกล้วยไม้จากทุกจังหวัดที่มีการปลูกกล้วยไม้ในเขตภาคกลาง
  • ปี พ.ศ. 2546 ได้รับรางวัลชนะเลิศในการบริหารจัดการกลุ่มกล้วยไม้พัฒนาในงานกล้วยไม้ล้านดอกพุทธมณฑล และได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกลุ่มกล้วยไม้ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน

ด้านการตลาดสวนกล้วยไม้

  • ตลาดต่างประเทศ ผลผลิตกล้วยไม้มีการส่งขายต่างประเทศประมาณ 60% โดยผ่านบริษัทส่งออกหลายบริษัท อาทิ บริษัทจีเจออร์อิด (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทโฮมแลนด์ออร์อิด มีประเทศที่รับซื้อ คือ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย
  • ตลาดภายในประเทศ สำหรับกล้วยไม้ส่วนที่เหลืออีก 40% จำหน่ายในประเทศ โดยส่วนใหญ่ขายตรงให้กับผู้ค้าส่งในจังหวัดต่าง ๆ เช่น ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ลักษณะการขายจะขายเป็นกำตามน้ำหนักประมาณ 1 กก. (30-40ช่อ) ปัจจุบันราคากำละ 120 บาท

นอกจากนี้ ยังมีการรวมกันขายเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาด เช่น ในช่วงที่ดอกกล้วยไม้มีราคาแพง ผลผลิตหาซื้อยากก็จะรับคำสั่งซื้อจากบริษัทส่งออก แล้วให้เพื่อนชาวสวนตัดรวมกันมาให้ได้ตามจำนวนเกิดประโยชน์ร่วมกัน คือ บริษัทส่งออกไม่ต้องตระเวนรถวิ่งหาซื้อหรือรวบรวม ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ในส่วนของชาวสวนก็สามารถต่อรองราคาได้มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่บริษัทจะยอมให้ เนื่องจากภาระต้นทุนส่วนอื่นน้อยลง

สำหรับผลผลิตกล้วยไม้สกุลหวายที่จำหน่ายในช่วงปี พ.ศ. 2548-2550 มีรายรับและรายจ่ายดังนี้

  • ปี 2548 รายรับ 3,294,150 บาท รายจ่าย 819,600 บาท กำไรสุทธิ 2,474,550 บาท
  • ปี 2549 รายรับ 3,082,890 บาท รายจ่าย 795,000 บาท กำไรสุทธิ 2,287,890 บาท
  • ปี 2550 รายรับ 3,260,970 บาท รายจ่าย 765,600 บาท กำไรสุทธิ 2,495,370 บาท

ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม

  • ในปี พ.ศ. 2540 ได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานกลุ่มกล้วยไม้ ซึ่งเป็นกลุ่มก่อตั้งใหม่โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ชื่อ “กลุ่มกล้วยไม้พัฒนา”ตั้งอยู่ที่เขตหนองแขม
  • ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับคัดเลือกเป็นสวนกล้วยไม้ตัวอย่าง ซึ่งเป็นปีแรกที่จัดให้มีการคัดเลือกขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและเผยแพร่การบริหารจัดการสวน
  • ในปี พ.ศ. 2543 ได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำแขวงค้างพลู เขตหนองแขม จนถึงปัจจุบัน
  • ในปี พ.ศ. 2546 ได้รับคัดเลือกเป็นประธานกลุ่มกล้วยไม้ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานครจนถึงปัจจุบัน และเป็นเครือข่ายพันธมิตรของ ธกส. สาขาภาษีเจริญ นอกจากนี้ยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในโอกาสต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ข้อคิดเห็นและเทคนิควิทยาการในวารสารเกษตรต่าง ๆ
  • มีการขยายผลความรู้ด้านการปลูกกล้วยไม้โดยสามารถผลิต VCD ได้เองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การถ่ายทำ บันทึกเสียง เรียบเรียง ตัดต่อจนผลิตเป็นแผ่น VCD เพื่อใช้เผยแพร่ความรู้เทคนิคพิเศษและข่าวสารวงการกล้วยไม้แจกจ่ายในกลุ่มสมาชิกชมรม และผู้สนใจทั่วไป
  • ริเริ่มให้เกิดการรวมตัวของคณะทำงานชมรมชาวสวนกล้วยไม้ และจดทะเบียนเป็นสมาคม “ชาวสวนกล้วยไม้ไทย”และได้รับความไว้วางใจจากสมาคมให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคม
  • ทำหน้าที่บรรณาธิการข่าวชาวสวนกล้วยไม้ซึ่งแจกจ่ายวารสารให้กับสมาชิกและผู้สนใจกว่า 1,000 ราย และได้ทำการปรับปรุงรูปแบบวารสารจากเดิมซึ่งเป็นขาว-ดำ ให้เป็นภาพสี

กิจกรรมเพื่อส่วนรวม

  • นำกลุ่มกล้วยไม้พัฒนาเข้าร่วมการจัดงานและสนับสนุนดอกกล้วยไม้ในการจัดงานต่าง ๆ
  • รวมตัวกับเพื่อนชาวสวนและสมาชิกสมาคม ซื้อสารเคมีและปัจจัยการผลิตที่ใช้ตรงกัน โดยซื้อปริมาณมากทำให้ได้ราคาถูก และสามารถตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่ซื้อได้สะดวก ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง
  • จากการประชุมกลุ่มกล้วยไม้พัฒนา 2 เดือน/ครั้ง ได้ติดต่อวิทยากรซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องต่าง ๆ มาให้ความรู้กับสมาชิกในกลุ่มเสมอ เพื่อเสริมช่องทางทำมาหากิน
  • นำเพื่อนสมาชิกในกลุ่มและสมาชิกในสมาคมออกทัศนศึกษา เช่น งานพืชสวนโลก โดยจัดคณะไปเกือบ 100 คน และนำสมาชิกไปศึกษาดูงานสวนกล้วยไม้ใหญ่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านกระบวนการจัดการสวน ระบบงาน และระบบเครื่องมือ
  • หลังเหตุการณ์น้ำท่วมภาคกลางสมาคมชาวสวนกล้วยไม้ไทยได้รวบรวมผู้เสียหายทั้งหมดตั้งเป็นกลุ่ม ชื่อ “กลุ่มผู้ประสบอุทกภัยปี 49” เพื่อรวมตัวกันเรียกร้องค่าชดเชยจากการจัดสรรน้ำที่ผิดพลาด

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็นโดยศึกษาวิธีใช้เกี่ยวกับพิษตกค้าง และผลกระทบข้างเคียงในการใช้ และพยายามใช้สารชีวภาพมาใช้ทดแทนมากขึ้น ดังนี้

  • แรงงานหลักเป็นแรงงานในครัวเรือน โดยจ้างแรงงานที่ถูกต้องและเท่าที่จำเป็น มีการใช้เครื่องทุ่นแรงและการจัดการเพื่อลดการใช้แรงงาน เช่น การรดน้ำด้วยระบบสปริงเกอร์
  • ปลูกหญ้าแฝกรอบคันล้อมเพื่อรักษาความชื้น ป้องกันการพังทลายและเลื่อนไหลของดิน
  • ใช้ BT ในการกำจัดหนอนกระทู้
  • ใช้สารสกัดจากสะเดาในการป้องกันกำจัดเพลี้ย
  • ใช้และสนับสนุนให้เพื่อนชาวสวนใช้กากชาในการกำจัดหอย ซึ่งกัดกินหน่อและรากของกล้วยไม้
  • ใช้และเผยแพร่การผลิตเชื้อราไตรโครเดอร์ม่าในการกำจัดเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อต้นกล้วยไม้
  • ใช้วัสดุคอนกรีตทำโรงเรือนกล้วยไม้ทดแทนการใช้ไม้ซึ่งนับวันจะหมดไป
  • ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ตามระบบ GAP เป็นการรักษาสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ เพราะมีการแนะนำเรื่องความสะอาดในโรงเรือน การจัดการขยะมูลฝอย ขยะมลพิษและการใช้สารเคมีที่ถูกต้องเหมาะสมตามความจำเป็น

จากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความพยายาม ฟันฝ่าอุปสรรค รวมทั้งผลงานที่ประสบความสำเร็จมีความน่าสนใจ และช่วยจุดประกายให้กับวงการกล้วยไม้ในการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ภายในสวนกล้วยไม้ จึงทำให้นายสาคร ว่องวัฒนาการ เกษตรกรชาวหนองแขม กรุงเทพมหานคร ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำสวน ประจำปี พ.ศ. 2551

ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2551, 2551.

ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน
เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ
แหล่งเรียนรู้นวัตกรรม
แหล่งเรียนรู้เกษตรกรรมยั่งยืน
แหล่งเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน