การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ 3
สถานภาพ สมรส กับนางอุไรวรรณ ทุมณี มีบุตร 2 คน
ผลงานดีเด่น
ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
ครอบครัวนายวิทยา ทุมณี ใช้พื้นที่จำนวน 23 ไร่ ประกอบอาชีพทำนาปีเพียงอย่างเดียว ผลผลิตข้าวต่ำ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ประสบภาวะขาดทุน หลังจบการศึกษา ม.ศ.3 ไม่ได้เรียนต่อช่วยครอบครัวประกอบอาชีพทำนา เนื่องจากฐานะยากจน ปี พ.ศ. 2536-2538 ได้รับการคัดเลือกเป็นทหารทำให้โอกาสศึกษาหาความรู้และประสบการณ์ในเรื่องการทำการเกษตรในแนวทฤษฎีใหม่ และการทำไร่นาสวนผสม จึงนำความรู้และประสบการณ์ไปปรับปรุงพื้นที่ของตนเองหลังจากปลดประจำการ ในระยะแรกได้ปรับพื้นที่นา 23 ไร่ โดยการขุดบ่อน้ำ 4 บ่อ ปรับพื้นที่นาเป็นสัดส่วนตามแนวทางทฤษฎีใหม่ โดยใช้ทุนของตนเองส่วนหนึ่งและเงินกู้จาก ธ.ก.ส. จำนวน 57,000 บาท ปี พ.ศ. 2540 ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเข้ามาอบรมการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งได้ไปศึกษาดูงาน จึงได้นำความรู้มาปรับปรุงกิจกรรมภายในพื้นที่ทำกิน จากประสบการณ์ที่ได้ประกอบอาชีพการเกษตรและพัฒนาปรับปรุงพื้นที่เป็นไร่นาสวนผสม มีกิจกรรมการเกษตรหลายชนิด และกิจกรรมที่เกื้อหนุนกันจนมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดี และยึดการปฏิบัติตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนหนึ่งมีแรงส่งเสริมสนับสนุนจากพี่ ๆ ของตนเอง เพราะเมื่อเรียนหนังสือจบหรือเลิกเรียนต่อต่างคนก็แยกย้ายไปประกอบอาชีพอื่นไม่มีใครทำการเกษตรต่อ จึงได้สนับสนุนให้นายวิทยา ทุมณี ประกอบอาชีพการเกษตรพร้อมกับช่วยดูแลบิดามารดา
ผลงานและความสำเร็จ
จากประสบการณ์ที่ได้ประกอบอาชีพการเกษตรในสาขาไร่นาสวนผสมได้สอนตนเองว่าเกษตรกรจะอยู่รอดได้ต้องดำเนินหรือปฏิบัติตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ในปี พ.ศ. 2542 หลังจากได้รับการคัดเลือกมีการพัฒนาการทำการเกษตร โดยการกำหนดกิจกรรมด้วยความคิดของตนเองให้มีระบบมากขึ้น
- มีการจดบันทึกบัญชีฟาร์ม ทำให้ทราบว่ามีรายจ่ายเรื่องอะไรและสามารถจะลดได้หรือไม่ มีกิจกรรมอื่นมาทดแทนได้หรือไม่ ทำให้มีรายจ่ายลดลงแต่มีรายได้เพิ่มขึ้น
- กิจกรรมไร่นาสวนผสมที่ดำเนินการได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรที่มาศึกษาดูงาน โดยนำแนวคิดของเกษตรกรรายอื่นที่แนะนำมาปฏิบัติด้วย
- ปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการจัดการลดต้นทุนการผลิต โดยเป็นกิจกรรมที่ใช้บริโภคในครัวเรือนและตามความต้องการของตลาด
- มีการรวมกันผลิตระหว่างเกษตรกรด้วยกัน เช่น การทำน้ำหมักชีวภาพ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
- มีการปรับระบบการปลูกพืช เช่น ข้าวนาปี-ข้าวนาปรัง, ข้าวนาปี-ข้าวโพดหวาน, ข้าวนาปี-พืชผัก, ข้าวนาปี-ปุ๋ยพืชสด
- มีการปลูกไม้ผล พืชผัก ตามบริเวณคันนาและริมบ่อน้ำ
- มีกิจกรรมที่สร้างรายได้และเกื้อหนุนฟาร์ม ได้แก่ โรงผสมอาหารสัตว์
- มีการบริหารจัดการฟาร์มในลักษณะเกษตรอินทรีย์ มีการขยายผลทำให้มีเครือข่ายการทำไร่นาสวนผสมในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง
ปัจจุบันมีพื้นที่ทำไร่นาสวนผสม จำนวน 23 ไร่ จากผลการดำเนินงานทำให้มีรายได้ในปี พ.ศ. 2550 ทั้งสิ้น 492,045 บาท โดยหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด 283,230 บาท มีกำไรสุทธิ 208,815 บาท
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม
นายวิทยา ทุมณี ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวในการประกอบอาชีพการเกษตรจนประสบผลสำเร็จ คือ มีกำไรชีวิต ซึ่งหมายถึงกำไรที่ไม่เป็นตัวเงิน คือ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน การเจริญเติบโตของต้นไม้พืชพันธุ์ที่ปลูกและให้ผลผลิตการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ผสมผสานได้อย่างมั่นคง การรวมกลุ่มเกษตรกรและขยายเครือข่ายไร่นาสวนผสม ส่วนกำไรที่เป็นตัวเงิน คือมีรายได้ตลอดปีมีรายจ่ายลดลง ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำของชุมชน และให้ความร่วมมือเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนส่วนรวมในด้านต่าง ๆ ได้แก่
ความเป็นผู้นำ เช่น
- คณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอ
- คณะกรรมการที่ปรึกษาโรงเรียนบ้านกุดน้ำใสจาบน้อยในปี พ.ศ. 2547-2550
- คณะกรรมการอำนวยการบริหารราชการอำเภอ/กิ่งอำเภอ ปี พ.ศ. 2550
- ครูบัญชีอาสาสมัครเกษตร
- วิทยากรถ่ายทอดความรู้สาขาไร่นาสวนผสม
- วิทยากรถ่ายทอดความรู้ในการอบรมเยาวชนโครงสร้างงานสร้างอาชีพและห่างไกลยาเสพติด
- วิทยากรถ่ายทอดความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในระดับอำเภอ
การเสียสละเพื่อส่วนรวม เช่น
- เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน เฉลี่ยปีละ 500 คน
- ผลักดันและให้การสนับสนุนเครือข่ายเกษตรพอเพียง มีสมาชิก 320 คน
- เป็นที่ตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ปี 2551 (ศูนย์หลัก)
- บริจาคแปลงเกษตรให้เป็นที่จัดทำแปลงหนึ่งตำบลหนึ่งฟาร์ม
- บริจาคที่ดิน 1 งาน เพื่อสร้างศาลา 50 ปี เฉลิมพระเกียรติ
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายวิทยา ทุมณี นอกจากปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมไร่นาสวนผสมในพื้นที่ให้มีลักษณะที่เกื้อกูลกันแล้วยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทางการเกษตร พื้นที่นาบางส่วนจะปลูกพืชสำหรับทำปุ๋ยพืชสดสลับกันไปโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อรักษาระบบนิเวศน์เกษตรให้มีความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงสุกรจากโรงเรือนคอนกรีตมาเป็นคอกหมูหลุม ส่วนโรงเลี้ยงสุกรแบบคอนกรีตปรับใช้เป็นที่ผสมอาหารสัตว์และทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ กิ่งไม้ยืนต้นภายในฟาร์มนำมาเผาเป็นถ่าน และใช้ควันเป็นน้ำส้มควันไม้ไล่แมลงศัตรูพืช ปรับเปลี่ยนกิจกรรมด้านการเกษตรทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง ในลักษณะการผลิตตามระบบเกษตรอินทรีย์ และสร้างเครือข่ายชุมชนเกษตรอินทรีย์ โดยตั้งใจว่าจะทำการเกษตรที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ให้น้อยที่สุดหรือไม่เกิดผลกระทบอันจะทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งพื้นที่ของตนเองและพื้นที่ในชุมชนให้ยั่งยืนตลอดไป
ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2551, 2551.
