แนวคิดในการทำเกษตรกรรมยั่งยืน
เริ่มแรกก็ทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ทำสวนส้มอย่างเดียว คิดว่าคงจะสร้างความร่ำรวยให้กับครอบครัว แต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ราคาน้ำมันแพงขึ้น ผลผลิตราคาตกต่ำไม่คุ้มกับการลงทุน และมีหนี้สินเพิ่มขึ้น กู้เงินมาลงทุน เป็นหนี้แสนกว่าบาท
เริ่มต้นพาครอบครัวไปเรียนรู้ครั้งแรกยังไม่เชื่อ เรียนถูกเรียนผิดอยู่หลายปี จึงรับอาสาเป็นตัวแทนของกลุ่มไปเรียนรู้กับเครือข่ายเกษตรยั่งยืน พอมีทุนก็ขุดสระเลี้ยงปลา เพื่อเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในการปลูกผักสวนครัว เริ่มปลูกพืชปลอดสาร มีผักพื้นบ้าน และสมุนไพรพื้นบ้าน มีการแบ่งพื้นที่ปลูกพืชหลายอย่างทั้งก่อนและหลังนา เมื่อลงมือทำจึงเริ่มทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายจากการขายพืชผักสวนครัว ทำให้รู้รายรับ-รายจ่ายต่อเดือน หักเงินลงทุน และค่าแรงงานแล้ว เหลือเงินมากกว่าการปลูกส้ม เพราะทั้งปีมีรายได้แค่ครั้งเดียว ลงทุนสูงแต่ได้กำไรน้อย เมื่อมีการวางแผนการผลิตในแปลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เข้าบ้านมากขึ้น ขณะเดียวกันครอบครัวยังมีอาหารไว้กิน เป็นอาหารที่ปลอดสารพิษและครอบครัวมีความอบอุ่น มีรายได้เหลือจากการขายพืชผักผลไม้ ขายถั่วฝักยาว ผักสวนครัว รายได้จะแบ่งส่วนหนึ่งเก็บออมและทำบุญ อีกส่วนเก็บเอาไว้รักษายามเจ็บป่วยในครอบครัว มีเวลาเหลือสำหรับการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อวางแผนในการผลิต ไม่ควรปลูกพืชตามกระแสสร้างแนวทางในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาแปลง
รูปแบบ/ระบบการผลิต
มีการพัฒนาแปลงเป็น 2 รูปแบบ คือ ในสวนมีการปลูกแบบผสมผสานทั้งส้มอินทรีย์และต้นฉำฉาผสมผสานกัน พื้นที่ว่างในสวนปลูกพืชผักแซม
แปลงนาทำนาอินทรีย์และขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกพืชผสมผสานบนคันนาและขอบบ่อ
ความรู้/กระบวนการเรียนรู้
- การทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดและการบริหารจัดการโรงปุ๋ยรวมในกลุ่ม
- การแปรรูปข้าวกล้อง
- ศูนย์ผลิตพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน
ความสำเร็จ/ผลที่ได้รับ/จุดเด่น
- การทำปุ๋ยและพัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดโดยแรงงานของสมาชิกที่มีการลงหุ้นร่วมกันในแต่ละกิจกรรมกลุ่ม เช่น การผลิตข้าวกล้อง และปุ๋ยอินทรีย์ขายให้สมาชิก และชุมชน กลุ่มรับซื้อผลผลิตข้าวมะลิแดงจากสมาชิกมาแปรรูป ทำให้สมาชิกขายข้าวได้ราคาดีกว่าขายให้พ่อค้า
- ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ในการทำนาสลับกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอินทรีย์
- ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ในการพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน
