การศึกษา ปริญญาตรี
สถานภาพ สมรส กับนางสุภารัตน์ ชาติชำนิ มีธิดา 1 คน
ผลงานดีเด่น
ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค
จากการเลี้ยงแพะพื้นเมืองที่ให้ผลผลิตต่ำ มีอัตราการเจริญเติบโตช้า จึงมีแนวความคิดในการปรับปรุงสายพันธุ์แพะ เพื่อให้ได้แพะพันธุ์ที่โตเร็วเลี้ยงง่าย ให้น้ำนมมาก และทนทานต่อสภาพแวดล้อม โดยศึกษาจากส่วนราชการ ตำรา วารสารและแหล่งความรู้อื่น ๆ จนได้แพะนมพันธุ์ลูกผสม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรผู้สนใจทั่วไป มีการพัฒนาและปรับปรุงรวมถึงการจัดการฟาร์ม ทั้งในเรื่องของโรงเรือนเลี้ยงแพะ เพื่อสะดวกในการจัดการไม่อับชื้น ลดแรงงานการทำความสะอาดโรงเรือน พัฒนาการให้นมลูกแพะ โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนในการป้อนนมลูกแพะ และการบริหารจัดการเรื่องของอาหารแพะ มีการทำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มอาหารแพะ ปลูกพืชอาหารสัตว์หลายสายพันธุ์ เพื่อให้แพะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ผลผลิตหลักของฟาร์มคือน้ำนมแพะ มีวิธีการจัดการรีดนมแพะเพื่อให้ได้น้ำนมแพะไม่มีกลิ่นสาป และแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์จนได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “พรุจำปา”มีศักยภาพการบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อให้ผลผลิตคือนมแพะมีจำหน่ายสู่ผู้บริโภคได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และถือเป็นรายแรกของจังหวัดภูเก็ตที่ผลิตนมแพะจำหน่าย
ผลงานและความสำเร็จ
มีการปรับปรุงสายพันธุ์แพะ จนได้แพะพันธุ์ลูกผสม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรทั่วไป มีผลงานการประกวดแพะได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ และเป็นฟาร์มต้นแบบการเรียนรู้ของเกษตรกรทั้งในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียง มีแพะพันธุ์ดีจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้สนใจทั่วไป ปัจจุบันมีแพะจำนวน 77 ตัว เป็นแม่แพะรีดนม จำนวน 30 ตัว แพะทดแทน จำนวน 15 ตัว แพะรุ่นและลูกแพะ จำนวน 28 ตัว พ่อพันธุ์ จำนวน 4 ตัว และสามารถผลิตนมแพะที่มีคุณภาพและแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “พรุจำปา”จำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ทุกวัน จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
- ปี พ.ศ. 2548 สามารถจำหน่ายแพะรุ่นเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์แพะ จำนวน 24 ตัว เป็นเงิน 120,000 บาท เป็นแพะเนื้อ จำนวน 60 ตัว เป็นเงิน 144,000 บาท และน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ เป็นเงิน 273,750 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้วคงเหลือกำไรสุทธิ จำนวน 214,768 บาท
- ปี พ.ศ. 2549 สามารถจำหน่ายแพะรุ่นเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์แพะ จำนวน 36 ตัว เป็นเงิน 180,000 บาท เป็นแพะเนื้อ จำนวน 25 ตัว เป็นเงิน 60,000 บาท และน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ เป็นเงิน 438,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้วคงเหลือกำไรสุทธิ จำนวน 280,810 บาท
- ปี พ.ศ. 2550 สามารถจำหน่ายแพะรุ่นเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์แพะ จำนวน 27 ตัว เป็นเงิน 135,000 บาท เป็นแพะเนื้อ จำนวน 20 ตัว เป็นเงิน 48,000 บาท และน้ำนมแพะพาสเจอร์ไรซ์ เป็นเงิน 584,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้วคงเหลือกำไรสุทธิ จำนวน 384,480 บาท
ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อส่วนรวม
- เป็นผู้ริเริ่มเลี้ยงแพะเป็นคนแรกในจังหวัดภูเก็ต และเป็นผู้ปรับปรุงสายพันธุ์แพะนมพันธุ์ดี
- ได้รับคัดเลือกให้เป็นปราชญ์ชาวบ้านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี พ.ศ. 2551
- ผลงานด้านการเลี้ยงแพะได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ หนังสือ บทความ ตลอดจนเอกสารวิชาการต่าง ๆ
- เป็นประธานชมรมชาวแพะภูเก็ต ปี พ.ศ. 2550-ปัจจุบัน
- เป็นแกนนำด้านการจัดประกวดแพะทุกปี และสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมและผลิตน้ำนมเพื่อจำหน่ายในจังหวัดภูเก็ต
- เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแพะให้แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ฯลฯ เป็นประจำทุกเดือน ๆ ละ 50-100 คน
- เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกลุ่มแพะนมอัครดิษฐ์ จังหวัดภูเก็ต
- เป็นศูนย์เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงแพะตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ครบวงจร คือ ปรับปรุงพันธุ์แพะนม เลี้ยงผสมพันธุ์ รีดนม ผลิตจำหน่ายเป็นพาสเจอร์ไรซ์ ลูกแพะที่ได้จะขายเป็นแพะพันธุ์ ส่วนลูกแพะคัดทิ้งจะขายเป็นแพะเนื้อ มีการปลูกหญ้าหลายชนิดตามความเหมาะสมของพื้นที่ การปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล ผักสวนครัว การปลูกกล้วย การใช้มูลแพะเป็นปุ๋ยให้แก่พืช โดยเกษตรกรได้เรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของแพะ การตลาด การผสมผสานระหว่างการเลี้ยงแพะ การปลูกพืช การเลี้ยงปลา
- เป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหารด้านการเกษตรขององค์การบริหารส่วนตำบลเทพกระษัตรี
- เป็นคณะกรรมการฝ่ายแผนพัฒนาชุมชนขององค์การบริการส่วนตำบลเทพกระษัตรี
- เป็นคณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลเทพกระษัตรี
- เป็นอาสาปศุสัตว์ (อสป.) และเป็นหมอดินอาสา
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- มีการใช้น้ำหมักชีวภาพ (EM) เพื่อช่วยดับกลิ่นและผสมในน้ำดื่มให้แพะกิน
- ปล่อยแพะในสวนยางพาราเพื่อกำจัดวัชพืชทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี
- ทำการเลี้ยงแพะสู่การปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยใช้ของเหลือภายในฟาร์มเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น นำมูลแพะไปทำปุ๋ยใส่แปลงพืชผักสวนครัว นำเศษพืชผักไปเลี้ยงปลาดุก ปล่อยน้ำจากบ่อปลาดุกไปรดแปลงหญ้าและพืชผักสวนครัว นำเศษพืชผักสวนครัวไปเลี้ยงแพะ เป็นการสร้างสมดุลให้แก่ธรรมชาติ ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องด้วยจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศจึงต้องระมัดระวังในการเลี้ยงแพะเป็นอย่างมาก
ที่มา : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ประวัติและผลงานเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2551, 2551.
